วันที่ 1 มิ.ย. 2564 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2564 วงเงิน 3.1 ล้านล้านบาท ในวาระที่หนึ่ง พิสิฐ ลี้อาธรรม ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายถึงการบริหารจัดการเกี่ยวกับงบประมาณ เพราะงบประมาณถือว่าเป็นเครื่องมือสำคัญของประเทศ หากเครื่องมือนี้มีปัญหา มีข้อที่น่ากังวล หรือมีวิกฤติ ก็จะเป็นสิ่งที่เกิดปัญหาใหญ่หลวงในอนาคต ซึ่งในอดีตเมื่อ 40 ปีที่แล้ว ประเทศไทยเคยเกิดวิกฤติจนถึงขั้นต้องให้ไอเเอ็มเอฟ เข้ามาช่วย ดังนั้นเมื่อประเทศกำลังประสบภาวะวิกฤติด้านงบประมาณ และกำลังดำเนินการไม่เป็นไปตามกฎหมายวินัยการเงินการคลัง มาตรา 20 ระบุเรื่องการขาดดุล และเรื่องงบลงทุน แม้จะบอกว่าได้มีการแก้ไขแล้วก็ตาม แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า ระบบงบประมาณขณะนี้กำลังเข้าสู่จุดบอดที่จะนำไปสู่ปัญหา และกำลังจะชนเพดาน เนื่องจากปัญหาโควิด
พิสิฐ ระบุว่า การพยายามหลบการใช้จ่าย และไปใช้ พ.ร.ก.เงินกู้ ทำให้รัฐสภาไม่มีโอกาสได้ตรวจสอบ ไม่ได้เห็นข้อมูลต่างๆ ประชาชนจะไม่ทราบที่มาที่ไป เมื่อประกาศ พ.ร.ก. ให้ไปใช้จ่ายได้จะทำให้ระบบงบประมาณเสียหายมาก ดังนั้นการใช้กฎหมายกู้เงินจึงไม่ใช่หลักงบประมาณที่ดี
พิสิฐ กล่าวว่า เวลานี้สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ ฐานะการคลังรัฐบาล และหนี้รัฐบาลกำลังจะเป็นปัญหาใหญ่ เพราะการใช้จ่ายเพื่อแก้วิกฤติโควิด-19 ที่มีการกู้เงิน 1 ล้านล้านบาท และอีก 5 แสนล้านบาท บวกกับรายได้ของรัฐที่ตกต่ำเพราะเศรษฐกิจฝืดเคือง ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีได้ประกาศใช้กฎหมายที่เกี่ยวกับการคลังหลายฉบับ ตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ปี 2560 พ.ร.บ.วิธีงบประมาณ 2561 และพ.ร.บ.วินัยการคลัง 2561 อย่างเรื่องของสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ก็ได้ระบุเอาไว้ว่าจะต้องมีไม่เกิน 60% แต่ในเวลานี้หนี้สาธารณะกำลังเข้าสู่ตัวเลขที่เกิน 60% แม้จะมีความพยายามแต่งตัวตัวเลข GDP ก็ตาม
“ผมไม่อยากให้เราเข้าสู่การทำผิดกฎหมาย โดยที่เราอนุมัติงบประมาณไป เพราะงบประมาณปี 2565 จะมีการขาดดุลถึง 7 แสนล้าน แล้วสมมติว่าเมื่อมีการเก็บรายได้ต่ำกว่าเป้าหมาย แต่ยังมีรายจ่ายเงินกู้อีก 5 แสนล้านเพื่อแก้ปัญหาโควิด ก็จะกลายเป็นตัวเพิ่มหนี้อีกตัวหนึ่ง เมื่อนำมารวมกันก็จะเป็นการกู้เงิน 1.2 ล้านล้าน ดังนั้นใน 3 ปีนี้เรามีการขาดดุลเกินกว่า 1 ล้านล้านบาทต่อปีมา 3 ปี ทั้งหมดเป็นที่มาของตัวเลขหนี้ต่อ GDP ที่จะต้องสูงกว่า 60% แน่นอน ดังนั้นเมื่อที่ประชุมแห่งนี้เราจะต้องอนุมัติงบประมาณปี 65 และถ้าหากอนุมัติก็จะเท่ากับเปิดทางให้รัฐบาลทำผิด พ.ร.บ.วินัยการคลังที่นายกฯ เซ็นไป” ดร.พิสิฐกล่าว
รมว.คลัง ยันหนี้สาธารณะยังอยู่ในกรอบ
จากนั้น อาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ชี้แจงการจัดทำงบประมาณ ในส่วนงบลงทุนที่น้อยกว่ากรอบวงเงินขาดดุลงบประมาณว่าปี 2563-2565 ยังคงอยู่ในช่วงวิกฤตโควิด-19 แต่ก็มีการคาดการณ์ว่าในปี 2565 เศรษฐกิจจะฟื้นฟูได้ ซึ่งในการจัดทำงบประมาณจะต้องพิจารณาและให้เป็นไปตามกฎหมาย 3 ฉบับคือ พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณปี 2561 ,พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง และกฎหมายการบริหารหนี้สาธารณะ
มาตรา 11 ของกฎหมายวิธีการงบประมาณกำหนดไว้ กรณีการจัดเก็บรายได้ต่ำกว่ารายจ่าย ให้รัฐบาลแถลงวิธีการหาส่วนขาดดุลต่อรัฐสภา ซึ่งกรณีที่ต้องมีการกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณให้ไปเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ในกฎหมายวินัยการเงินการคลังและกฎหมายว่าด้วยการบริหารหนี้สาธารณะ
โดยนายกรัฐมนตรีได้ชี้แจงว่ารัฐบาลจะใช้ 2 วิธีหลักๆ คือ พ.ร.บ.รวมทุนฯ เป็นการลงทุนร่วมกับภาคเอกชน หรือ PPP และวิธีการที่บรรจุโครงการนั้นไว้ในโครงการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมภายใต้แผนบริหารหนี้สาธารณะ ซึ่งมีโครงการของส่วนราชการหลายโครงการใช้เงินกู้ เช่น การบริหารจัดการมอเตอร์เวย์ หรือการบริหารจัดการบอกบ่อบำบัดน้ำเสีย หรือโครงการทางหลวงแผ่นดินที่เป็นโครงการเชื่อมไปยังพื้นที่ชายแดนติดต่อกับประเทศอาเซียน
ยืนยันว่าหนี้สาธารณะในขณะนี้ยังคงอยู่ในกรอบร้อยละ 60 ที่คณะกรรมการวินัยการเงินการคลังเป็นผู้กำหนด ส่วนการพิจารณาแผนบริหารหนี้สาธารณะมีการเตรียมแผนระยะสั้นและระยะปานกลางเอาไว้ ซึ่งจะต้องนำสภาวะเศรษฐกิจมาพิจารณาประกอบควบคู่กัน โดยจะชี้ถึงความสามารถในการชำระหนี้ของเรา โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการเสนอให้คณะกรรมการ วินัยการเงินการคลังพิจารณา กรอบการบริหารในระยะ3ปีข้างหน้า
'มงคลกิตติ์'ชี้รัฐบาล 'ประยุทธ์' กู้รวม 3.2 ล้านล้าน
เวลา 14.00 น. มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยศรีวิไลย์ อภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2565 ว่า ขอตั้งชื่อรัฐบาลชุดนี้ว่าเป็นรัฐบาลชักหน้าไม่ถึงหลัง เพราะ 3 ปีงบประมาณที่ผ่านมามีการใช้งบประมาณกว่า 9.5 ล้านล้านบาท แต่มีรายรับแค่ 7.7 ล้านล้านบาท กู้ขาดดุล 1.7 ล้านล้านบาท ออก พ.ร.ก.กู้เงินอีก 1.5 ล้านล้านบาท “รวมแล้วเป็นรัฐบาลกู้กู้กู้กู้กู้ 3.292 ล้านล้านบาท”
มงคลกิตติ์ กล่าวว่า ปัญหาของประเทศไทยคือรายรับไม่พอรายจ่าย รัฐบาลไม่สามารถหารายได้ส่วนอื่นจากแหล่งผิดกฎหมายที่ควรจะทำได้ ไม่ว่าจะเป็น บ่อน สถานบริการ หวยใต้ดิน เงินทุจริตคอรัปชันที่อยู่ในบ้านนักการเมือง ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ นอกจากนี้ น้ำยังไม่พอต่อพื้นที่เกษตรกรรม
มงคลกิตติ์ กล่าวว่า ด้วยสถานการณ์ โควิด-19 ขณะนี้รัฐบาลต้องเร่งหาวัคซีนมาฉีดให้กับประชาชนให้ได้ถึง 70% เพื่อให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่ เราพลาดการเข้าร่วมโครงการวัคซีนจากโคแวค เพราะความประมาทของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.สาธารณสุข อนุทิน ชาญวีรกูล เพราะมีการผูกขาดการจัดหาวัคซีนแค่ 2 ยี่ห้อ มีการตั้งกำแพงเรียกค่าหัวคิวในการฉีดโดสละประมาณ 500 – 1,000 บาท ทำให้ไม่สามารถเปิดการท่องเที่ยวได้
แนะตัดงบฯ กองทัพได้ 4 หมื่นล้านไปซื้อวัคซีน
มงคลกิตติ์ กล่าวว่า สำหรับงบประมาณของกระทรวงกลาโหม ได้รับ 203,281 ล้านบาท ลดลง 11,248 ล้านบาท กองทัพบกได้รับงบประมาณ 99,376 ล้านบาท มีงบปรับปรุงหน่วยทหาร ซึ่งสามารถปรับลดงบประมาณได้ถึง 50% เพราะที่ผ่านมากองทัพบกไม่มีผลงานอะไรเลย งานอย่างเดียวของกองทัพบกคือ ปล่อยให้แรงงานต่างด้าวเข้ามาในประเทศไทยโดยไม่มีการกักตัว ก่อให้เกิดโควิดระบาดรอบ 2 และรอบ 3
ส่วนกองทัพเรือ ได้รับงบประมาณ 41,307 ล้านบาท มีงบซื้ออาวุธ 14,612 ล้านบาท ทั้งงบประมาณปกติและงบผูกพัน ซื้อมีเรือดำน้ำด้วย ซึ่งควรชะลอไปทั้งหมด ขณะที่งบกองทัพอากาศ ได้รับ 38,404 ล้านบาท มีงบประมาณในส่วนของยุทธศาสตร์พัฒนาศักยภาพการป้องกันประเทศและความพร้อมในการป้องกันภัยคุกคาม 19,615 ล้านบาท ซึ่งควรชะลอออกไปก่อน
มงคลกิตติ์ กล่าวว่า โดยสรุป กระทรวงกลาโหม สามารถลดงบประมาณในส่วนการจัดซื้ออาวุธยุทธโทรปกรณ์ ได้มากถึง 40,000 ล้านบาท เพื่อไปซื้อวัคซีนและพัฒนาด้านการศึกษา
“การจัดสรรงบประมาณของรัฐบาล เป็นความจงใจหาผลประโยชน์ในการครองอำนาจ นำชีวิตของประชาชนเป็นเครื่องสังเวย จงใจให้ประเทศอยู่ในสภาวะที่เดินไม่ได้ เพื่อหาเหตุในการกู้แล้วอ้างประชาชน รัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ มีความสามารถในการสร้างหนี้อย่างเก่งกาจหาตัวจับยาก ไร้ซึ่งความสามารถในการหารายได้สิ้นดี ไร้ซึ่งปัญญาในการแก้ไขปัญหาโควิด-19 ให้ประเทศชาติและประชาชนเสียหายอย่างย่อยยับ มีแต่จะทำให้ชีวิตของประชาชนตายเพิ่มขึ้นทุกวัน ทั้งตายเพราะโควิด ตายเพราะวัคซีนมาช้า ตายเพราะอดตาย ตายเพราะหนี้สิน ตายเพราะตรอมใจตาย รวมถึงอยากตายเพราะเห็นว่ามีนายกรัฐมนตรีชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา”
ข่าวที่เกี่ยวข้อง