ไม่พบผลการค้นหา
ผู้นำสหรัฐฯ ชี้ว่าท่าทีกราดเกรี้ยวของฝ่ายเกาหลีเหนือรอบใหม่ ทำให้สหรัฐฯ ต้องพิจารณายกเลิกการเจรจา 'สหรัฐฯ-เกาหลีเหนือ' ที่สิงคโปร์ในเดือน มิ.ย. ขณะที่เกาหลีเหนือยอมระเบิดอุโมงค์ที่ใช้ทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ที่เมืองพุงเกรีไปแล้ว

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ส่งสาสน์ถึงคิมจองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ วันนี้ (24 พ.ค.) เพื่อแจ้งว่าจะยกเลิกการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และเกาหลีเหนือ ที่มีกำหนดจัดขึ้นที่สิงคโปร์ในวันที่ 12 มิ.ย. โดยให้เหตุผลว่าท่าทีของรัฐบาลเกาหลีเหนือในช่วงที่ผ่านมา ทำให้สหรัฐฯ รู้สึกว่ายังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมที่จะเริ่มต้นการเจรจาเพื่อยุติความขัดแย้ง

ข้อความในจดหมายของทรัมป์ระบุว่า เขารอคอยที่จะพบกับผู้นำเกาหลีเหนือ แต่น่าเสียดายที่แถลงการณ์ ซึ่งเต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราดและความเป็นปฏิปักษ์จากฝั่งเกาหลีเหนือ ทำให้เวลานี้ไม่ใช่ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการประชุมเพื่อวางแผนระยะยาวใดๆ ทั้งสิ้น การส่งสาสน์ฉบับนี้เป็นการยืนยันว่า การประชุมที่สิงคโปร์นั้นเป็นสิ่งที่ดีต่อทั้งสองฝ่าย และการยกเลิกประชุมจะเป็นผลเสียต่อประชาคมโลก แต่ก็ไม่อาจปล่อยให้การประชุมนี้เกิดขึ้นได้

ซีเอ็นเอ็น รายงานว่าการยกเลิกการประชุมระหว่างผู้นำสหรัฐฯ และเกาหลีเหนือ เกิดขึ้นหลังจากนายไมค์ เพนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์ในรายการข่าวทางโทรทัศน์ฟ็อกซ์นิวส์ เมื่อวันอังคารที่ 22 พ.ค. พาดพิงถึงผู้นำเกาหลีเหนือ โดยระบุว่าถ้าเกาหลีเหนือไม่ยอมรับข้อเสนอที่จะเจรจากับสหรัฐฯ ท้ายที่สุดแล้วก็จะต้องลงเอยเหมือนกับลิเบีย ซึ่งพันเอกมูอัมมาร์ กัดดาฟี อดีตผู้นำเผด็จการลิเบีย ถูกประชาชนขับไล่และถูกสังหารหลังจากกองทัพของกลุ่มประเทศตะวันตกนำกำลังเข้าแทรกแซงลิเบียเมื่อปี 2554

วิวาทะระหว่าง 'รอง ปธน.' และ 'รมช.ต่างประเทศ' ชนวนยกเลิกเจรจา

หลังจากเพนซ์ให้สัมภาษณ์ในรายการโทรทัศน์ฟ็อกนิวส์ 'โชซนฮุย' รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศของเกาหลีเหนือ ได้ออกแถลงการณ์ตอบโต้ผ่านสำนักข่าวเคซีเอ็นเอ สื่อกระบอกเสียงของรัฐบาลเกาหลีเหนือ โดยระบุว่าการเปรียบเทียบเกาหลีเหนือกับลิเบียของเพนซ์ แสดงให้เห็นว่าเขานั้น 'โง่เขลา' และ 'ไม่รู้อะไรเลย'

โดนัลด์ ทรัมป์-ไมค์-ไมก์-เพนซ์-ปธน.-รอง ปธน.-สหรัฐ

(รองประธานาธิบดีไมค์ เพนซ์ (ขวา) ระบุว่าเกาหลีเหนือจะพบจุดจบเหมือนลิเบียถ้าไม่ยอมรับข้อเสนอของทรัมป์)

โชระบุด้วยว่า เกาหลีเหนือจะพบกับสหรัฐฯ บนโต๊ะเจรจาหรือเผชิญหน้ากันในสงครามนิวเคลียร์ก็ได้ทั้งนั้น แต่ว่าจะเจอกันในแบบไหนก็คงจะขึ้นอยู่พฤติกรรมของสหรัฐฯ เอง

การตอบโต้ที่แข็งกร้าวจากเกาหลีเหนือ ทำให้รัฐบาลทรัมป์พิจารณาทบทวนและประกาศยกเลิกกำหนดการพบกันระหว่างผู้นำทั้งสองฝ่ายที่สิงคโปร์ในที่สุด แต่นักวิเคราะห์ประเมินก่อนหน้านี้แล้วว่า หากผู้นำสหรัฐฯ ยอมไปพบกับผู้นำเกาหลีเหนือจริง จะเป็นการยกสถานะของเกาหลีเหนือให้เทียบเท่ากับผู้นำสหรัฐฯ ซึ่งจะส่งผลดีกับเกาหลีเหนือมากกว่า และนี่อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่สหรัฐฯ ยกเลิกกำหนดการในวันที่ 12 มิ.ย.

อย่างไรก็ตาม เกาหลีเหนือยังคงเดินหน้าทำลายอุโมงค์ในเมืองพุงเกรี ซึ่งเป็นสถานที่ทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ในอดีต เพื่อให้บรรลุเงื่อนไขในข้อตกลงระหว่างผู้นำเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ที่ลงนามร่วมกันไปในปฏิญญาพันมุนจอมเมื่อวันที่ 27 เม.ย.ที่ผ่านมา และคาดว่าจะเป็นก้าวแรกที่จะขับเคลื่อนให้เกิดสันติภาพถาวรในคาบสมุทรเกาหลี รวมถึงปูทางไปสู่การรวมชาติระหว่างเกาหลีทั้งสองประเทศในอนาคต

สื่อต่างชาติร่วมบันทึกเหตุการณ์ 'ระเบิดอุโมงค์' ทดสอบนิวเคลียร์

เว็บไซต์ NBC News รายงานว่าสื่อต่างประเทศหลายสำนัก รวมถึงสื่อเกาหลีใต้ ได้รับคำเชิญจากเกาหลีเหนือให้ร่วมสังเกตการณ์และบันทึกเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ในวันนี้ (24 พ.ค.) ที่เกาหลีเหนือระเบิดอุโมงค์ใต้ดิน 3 อุโมงค์ ที่เคยใช้ทดสอบนิวเคลียร์ รวมถึงหอบังคับการในเมืองพุงเกรี ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงเปียงยางไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 370 กิโลเมตร เพื่อแสดงให้เห็นว่าเกาหลีเหนือรักษาคำสัญญาที่ให้ไว้ในปฏิญญาพันมุนจอม

เกาหลีเหนือ-เกาหลีใต้-ต้านนิวเคลียร์-สันติภาพ-คาบสมุทรเกาหลี

(ภาพถ่ายทางอากาศที่นักวิเคราะห์ประเมินว่าเป็นพื้นที่ทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ใต้ดินในเทือกเขาเกาหลีเหนือ)

แต่การระเบิดอุโมงค์ต่อหน้าสื่อมวลชนยังไม่เพียงพอที่จะทำให้นักวิเคราะห์เชื่อมั่นได้ว่าเกาหลีเหนือได้ทำลายสถานที่ทดลองนิวเคลียร์ไปจนหมดแล้วจริงๆ เพราะรัฐบาลเกาหลีเหนือไม่อนุญาตให้ผู้เชี่ยวชาญหรือเจ้าหน้าที่ของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) เข้าร่วมสังเกตการณ์ในครั้งนี้

นอกจากนี้ การที่เกาหลีเหนือตอบโต้สหรัฐฯ ว่าพร้อมจะเผชิญหน้า ไม่ว่าจะบนโต๊ะเจรจาหรือในสงครามนิวเคลียร์ บ่งชี้ว่าเกาหลีเหนือยังไม่คิดจะละทิ้งอาวุธนิวเคลียร์ที่มีอยู่ หรืออาจจะทดสอบเพิ่มในพื้นที่อื่นก็ได้ โดยสำนักข่าวบีบีซีได้รายงานอ้างอิงผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งยอมรับว่าการใช้ภาพถ่ายดาวเทียมตรวจจับความเคลื่อนไหวด้านการทดลองนิวเคลียร์ในเกาหลีเหนือเป็นเรื่องที่ทำได้ค่อนข้างยาก เพราะภูมิประเทศเป็นภูเขาสูงช่วยปิดบังหรือกลบเกลื่อนร่องรอยกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับนิวเคลียร์ได้

กรณีของศูนย์ทดสอบอาวุธนิวเคลียร์พุงเกรี มีเบาะแสบ่งชี้ว่าถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ปี 2549 และการทดสอบนิวเคลียร์ใต้ดินมีความรุนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อ้างอิงจากผลตรวจวัดแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวที่เริ่มจากระดับ 4.3 แมกนิจูดเมื่อปี 2549 ทวีความแรงเพิ่มขึ้นเป็นขนาด 5.1, 5.3 ช่วงปี 2556-2558 และ 6.3 ในปี 2560 ซึ่งเป็นช่วงที่คิมจองอึนดำรงตำแหน่งผู้นำสูงสุดแห่งเกาหลีเหนือต่อจากคิมจองอิล ผู้เป็นบิดา

ทรัมป์-มุนแจอิน

ผู้นำเกาหลีใต้เรียกประชุมด่วน หวังเดินหน้าเจรจาสหรัฐฯ-เกาหลีเหนือ

ผู้ที่เสนอตัวเป็นรายแรกที่จะเข้ามารับบทบาทตัวกลางเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และเกาหลีเหนือ เพื่อไกล่เกลี่ยและหาทางนำทั้งสองประเทศกลับสู่กระบวนการเจรจา ได้แก่ 'มุนแจอิน' ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ซึ่งเคลื่อนไหวเรื่องนี้มาตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือน พ.ค.ปีที่แล้ว

หนังสือพิมพ์ยอนฮัปรายงานว่า มุนแจอินเรียกประชุมฉุกเฉินคณะรัฐมนตรีและเจ้าหน้าที่ระดับสูงเพื่อหารือกันเรื่องนี้โดยเฉพาะ ช่วงกลางดึกวันที่ 24 พ.ค.ตามเวลาท้องถิ่นเกาหลีใต้ และโฆษกทำเนียบประธานาธิบดีแถลงว่ามุนแจอินจะเสนอใ้ห้ทรัมป์และคิมจองอึนคุยกันโดยตรง

"การเจรจาเพื่อปลดอาวุธนิวเคลียร์จะช่วยให้เกิดสันติภาพถาวรในคาบสมุทรเกาหลี และการเจรจานี้จะต้องเดินหน้าต่อไป เพราะเป็นการเจรจาสำคัญที่ไม่อาจยกเลิกได้"


ผู้นำเกาหลีใต้ระบุด้วยว่า ถ้อยแถลงของทรัมป์เป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจ เพราะเขาเพิ่งเดินทางไปพบกับทรัมป์ที่สหรัฐฯ เมื่อวันที่ 23 พ.ค.ที่ผ่านมา และเป็นเรื่องน่าเสียดายอย่างยิ่งที่การเจรจาระหว่างผู้นำทั้งสองประเทศไม่อาจเกิดขึ้นได้ในวันที่ 12 มิ.ย. แต่ยืนยันว่า จะต้องกำหนดวันเจรจาครั้งใหม่ และการเจรจาต้องเดินหน้าต่อ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง: