ไม่พบผลการค้นหา
ฮ่องกงและไทยร่วมลงนามความความตกลง 6 ฉบับ ครอบคลุมความสัมพันธ์ด้านรัฐบาล การค้าการลงทุน เทคโนโลยี รวมถึงการพัฒนาทักษะแรงงาน ขณะ 'สมคิด' หวังดันไทยเป็นประตูสู่อาเซียน

แม้สถานการณ์การเมืองภายในเขตบริหารพิเศษฮ่องกงจะยังคงร้อนระอุอย่างต่อเนื่อง แต่ 'แคร์รี หล่ำ' ผู้บริหารสูงสุดเขตบริหารพิเศษฮ่องกงพร้อมคณะตัดสินใจเดินทางมาไทย เพื่อประชุมและลงนามร่วมในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจของไทยและฮ่องกง

'สมคิด จาตุศรีพิทักษ์' รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ความร่วมมือของทั้ง 2 ฝ่ายจะเป็นตัวช่วยในการส่งเสริมเศรษฐกิจของทั้งไทย ฮ่องกง รวมถึงจีนแผ่นดินใหญ่ โดยมีไทยเป็นประตูสู่อาเซียน และมีฮ่องกงเป็นประตูสู่จีน


แครี่หลำ MOU รัฐบาลไทย
  • 'แคร์รี หล่ำ' ผู้บริหารสูงสุดเขตบริหารพิเศษฮ่องกง (ซ้าย), 'สมคิด จาตุศรีพิทักษ์' รองนายกรัฐมนตรี (ขวา)

'สมคิด' ย้ำในความพร้อมของประเทศว่า ปัจจุบันไทยเดินทางมายืนอยู่ในฐานะประเทศที่มีเศรษฐกิจมั่นคง เป็นศูนย์กลางของอาเซียนและ CLMV (กัมพูชา, ลาว, เมียนมา และเวียดนาม) ซึ่งมีศักยภาพในการเติบโตทางเศรษฐกิจอีกมาก ทั้งยังย้ำว่าในมิติของตลาดเงินและตลาดทุน ประเทศไทยก็มีความสามารถไม่แพ้ตลาดทุนของสิงคโปร์แม้จะมีขนาดเล็กกว่า

MOU 6 ฉบับ 

  • ฉบับที่ 1 เน้นการเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจของไทยและฮ่องกงโดยรวม
  • ฉบับที่ 2 เน้นการส่งเสริมการค้าและการลงทุน โดยตั้งเป้ามูลค่าการค้าไว้ที่มากกว่า 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 600,000 ล้านบาท ภายในปี 2563 พร้อมหารือเกี่ยวกับความเป็นไปได้ของการจัดทำความตกลงการค้าเสรีไทย-ฮ่องกง 
  • ฉบับที่ 3 เน้นการส่งเสริมการลงทุนและการโยกย้ายฐานการผลิต โดยมุ่งยกระดับกรพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการ และการเข้ามามีส่วนร่วมของทั้งสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ), สภาอุตสาหกรรม และหอการค้าไทย 
  • ฉบับที่ 4 เน้นการเชื่อมโยงตลาดเงินและตลาดทุน โดยร่วมกันขับเคลื่อนการเชื่อมโยงตลาดหลักทรัพย์และตลาดทุนของกันและกัน ผ่านผลิตภัณฑ์การลงทุนชนิดใหม่ๆ เช่น การลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศผ่านระบบตราสารแสดงสิทธิการฝากหลักทรัพย์ต่างประเทศ หรือ Depositary Receipt (DR), การจดทะเบียนหลักทรัพย์ข้ามตลาด (Cross Listing) ระหว่างกันในหลักทรัพย์ตัวสำคัญ หรือ การส่งเสริมให้มีการลงทุนใน 'ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์' หรือ Real Estate Investment Trust 
  • ฉบับที่ 5 เน้นการส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (creative economy) ในด้านของภาพยนต์ ละคร โฆษณา และการออกแบบ
  • ฉบับที่ 6 เน้นการส่งเสริมวิสาหกิจเริ่มต้น (start-up) ด้านดิจิทัลและเทคโนโลยี ด้วยการแลกเปลี่ยนความรู้และพัฒนาเครื่องมืออบรมทักษะแรงงาน

ทำไม 'ฮ่องกง' เลือกไทย 

'แคร์รี' ย้ำถึงความสัมพันธ์ของไทยและฮ่องกงในช่วงการแถลงข่าว โดยชี้ว่า 'สมคิด จาตุศรีพิทักษ์' เปรียบเสมือน "เพื่อนของฮ่องกง" ท่ามกลางสถานการณ์ที่ดีและไม่ดี ด้วยการเดินทางไปเยือนทั้งเป็นทางการและไม่เป็นทางการอย่างบ่อยครั้ง อีกทั้งเธอเองก็มีความสัมพันธ์อันดีกับประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง และนับตั้งแต่ปี 2560 เธอมาเยือนประเทศไทยแล้วทั้งหมด 4 ครั้ง ถือเป็นประเทศที่เธอมาเยือนมากที่สุด


แครี่หลำ MOU รัฐบาลไทย
"คำหนึ่งที่ฉันมองเห็นตอนนี้ คือโอกาสสำหรับทั้ง 2 ประเทศ" แคร์รี กล่าว

ด้าน 'เอ็ดเวิร์ด เยา' รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์และพัฒนาเศรษฐกิจฮ่องกง กล่าวว่าความร่วมมือครั้งนี้ไม่ใช่สิ่งใหม่แต่เป็นการสะท้อนความสัมพันธ์ที่มีมาอย่างยาวนานของทั้งไทยและฮ่องกง 


แครี่หลำ MOU รัฐบาลไทย
  • เอ็ดเวิร์ด เยา' รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์และพัฒนาเศรษฐกิจฮ่องกง

โดยโอกาสทางการค้าท่ามกลางภาวะตึงเครียดทางการเมืองของทั้งสองฝ่ายยังคงมีอยู่ 'เอ็กเวิร์ด' ชี้ว่า แม้สถานการณ์ด้านการเรียกร้องและการประท้วงยังคำดำเนินอยู่ในฮ่องกง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลจะหยุดเดินหน้าการเจรจาด้านเศรษฐกิจ 

"เศรษฐกิจฮ่องกงยังเหมือนเดิม เรายังต้อนรับทุกธุรกิจอยู่" เอ็ดเวิร์ด กล่าว

สำหรับการค้ากับประเทศไทย 'เอ็ดเวิร์ด' ชี้ว่า นอกจากจะมีการพัฒนาสินค้าเกษตรกรรมที่มีการค้าขายกันมาตลอด แนวทางใหม่ที่มองอยู่คือสินค้าเกษตรกรรมที่มีมูลค่าเพิ่ม มีคุณภาพดีขึ้น มีเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมใหม่ๆมากขึ้น อีกทั้งด้านอุตสาหกรรมความคิดสร้างสรรค์ในวงการภาพยนตร์ จะได้รับการผลักดันเช่นเดียวกัน 

อีกทั้ง 'เอ็ดเวิร์ด' ยังมองว่า การพัฒนาการค้าใหม่ๆ อาจไม่จำเป็นต้องเป็นไปในรูปแบบเดิน แต่เป็นการร่วมลงทุนในโครงการโครงสร้างพื้นฐานทั้งโครงการระเบียงเขตเศราฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) ที่เข้ามาได้ทั้งในรูปของเงินทุนและผู้เชี่ยวชาญ 

ท้ายที่สุด 'เอ็ดเวิร์ด' ย้ำว่า แม้สถานการณ์ภายในจะยังเคร่งเครียดอยู่ แต่จำนวนนักธุรกิจกว่า 50 รายที่เข้าร่วมการเดินทางมาในครั้งนี้ ตอกย้ำชัดเจนแล้วว่า ฮ่องกงมองเห็นศักยภาพในการร่วมมือครั้งนี้กับประเทศไทย 

สุดท้ายแล้วประชาชนของทั้งไทยและฮ่องกง คงต้องรอดูว่าความร่วมมือในครั้งนี้จะส่งผลมากน้อยแค่ไหนต่อเศรษฐกิจของทั้งสองฝ่าย รวมถึงสิ่งที่ตั้งเป้าไว้จะบรรลุได้หรือไม่

ข่าวที่เกี่ยวข้อง;