แม้สถานการณ์การเมืองภายในเขตบริหารพิเศษฮ่องกงจะยังคงร้อนระอุอย่างต่อเนื่อง แต่ 'แคร์รี หล่ำ' ผู้บริหารสูงสุดเขตบริหารพิเศษฮ่องกงพร้อมคณะตัดสินใจเดินทางมาไทย เพื่อประชุมและลงนามร่วมในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจของไทยและฮ่องกง
'สมคิด จาตุศรีพิทักษ์' รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ความร่วมมือของทั้ง 2 ฝ่ายจะเป็นตัวช่วยในการส่งเสริมเศรษฐกิจของทั้งไทย ฮ่องกง รวมถึงจีนแผ่นดินใหญ่ โดยมีไทยเป็นประตูสู่อาเซียน และมีฮ่องกงเป็นประตูสู่จีน
'สมคิด' ย้ำในความพร้อมของประเทศว่า ปัจจุบันไทยเดินทางมายืนอยู่ในฐานะประเทศที่มีเศรษฐกิจมั่นคง เป็นศูนย์กลางของอาเซียนและ CLMV (กัมพูชา, ลาว, เมียนมา และเวียดนาม) ซึ่งมีศักยภาพในการเติบโตทางเศรษฐกิจอีกมาก ทั้งยังย้ำว่าในมิติของตลาดเงินและตลาดทุน ประเทศไทยก็มีความสามารถไม่แพ้ตลาดทุนของสิงคโปร์แม้จะมีขนาดเล็กกว่า
MOU 6 ฉบับ
ทำไม 'ฮ่องกง' เลือกไทย
'แคร์รี' ย้ำถึงความสัมพันธ์ของไทยและฮ่องกงในช่วงการแถลงข่าว โดยชี้ว่า 'สมคิด จาตุศรีพิทักษ์' เปรียบเสมือน "เพื่อนของฮ่องกง" ท่ามกลางสถานการณ์ที่ดีและไม่ดี ด้วยการเดินทางไปเยือนทั้งเป็นทางการและไม่เป็นทางการอย่างบ่อยครั้ง อีกทั้งเธอเองก็มีความสัมพันธ์อันดีกับประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง และนับตั้งแต่ปี 2560 เธอมาเยือนประเทศไทยแล้วทั้งหมด 4 ครั้ง ถือเป็นประเทศที่เธอมาเยือนมากที่สุด
"คำหนึ่งที่ฉันมองเห็นตอนนี้ คือโอกาสสำหรับทั้ง 2 ประเทศ" แคร์รี กล่าว
ด้าน 'เอ็ดเวิร์ด เยา' รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์และพัฒนาเศรษฐกิจฮ่องกง กล่าวว่าความร่วมมือครั้งนี้ไม่ใช่สิ่งใหม่แต่เป็นการสะท้อนความสัมพันธ์ที่มีมาอย่างยาวนานของทั้งไทยและฮ่องกง
โดยโอกาสทางการค้าท่ามกลางภาวะตึงเครียดทางการเมืองของทั้งสองฝ่ายยังคงมีอยู่ 'เอ็กเวิร์ด' ชี้ว่า แม้สถานการณ์ด้านการเรียกร้องและการประท้วงยังคำดำเนินอยู่ในฮ่องกง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลจะหยุดเดินหน้าการเจรจาด้านเศรษฐกิจ
"เศรษฐกิจฮ่องกงยังเหมือนเดิม เรายังต้อนรับทุกธุรกิจอยู่" เอ็ดเวิร์ด กล่าว
สำหรับการค้ากับประเทศไทย 'เอ็ดเวิร์ด' ชี้ว่า นอกจากจะมีการพัฒนาสินค้าเกษตรกรรมที่มีการค้าขายกันมาตลอด แนวทางใหม่ที่มองอยู่คือสินค้าเกษตรกรรมที่มีมูลค่าเพิ่ม มีคุณภาพดีขึ้น มีเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมใหม่ๆมากขึ้น อีกทั้งด้านอุตสาหกรรมความคิดสร้างสรรค์ในวงการภาพยนตร์ จะได้รับการผลักดันเช่นเดียวกัน
อีกทั้ง 'เอ็ดเวิร์ด' ยังมองว่า การพัฒนาการค้าใหม่ๆ อาจไม่จำเป็นต้องเป็นไปในรูปแบบเดิน แต่เป็นการร่วมลงทุนในโครงการโครงสร้างพื้นฐานทั้งโครงการระเบียงเขตเศราฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) ที่เข้ามาได้ทั้งในรูปของเงินทุนและผู้เชี่ยวชาญ
ท้ายที่สุด 'เอ็ดเวิร์ด' ย้ำว่า แม้สถานการณ์ภายในจะยังเคร่งเครียดอยู่ แต่จำนวนนักธุรกิจกว่า 50 รายที่เข้าร่วมการเดินทางมาในครั้งนี้ ตอกย้ำชัดเจนแล้วว่า ฮ่องกงมองเห็นศักยภาพในการร่วมมือครั้งนี้กับประเทศไทย
สุดท้ายแล้วประชาชนของทั้งไทยและฮ่องกง คงต้องรอดูว่าความร่วมมือในครั้งนี้จะส่งผลมากน้อยแค่ไหนต่อเศรษฐกิจของทั้งสองฝ่าย รวมถึงสิ่งที่ตั้งเป้าไว้จะบรรลุได้หรือไม่
ข่าวที่เกี่ยวข้อง;