ไม่พบผลการค้นหา
อดีตกรรมการ ธปท.แฉยับหนี้สินภาคเอกชน แม้แต่บริษัทในตลาดหลักทรัพย์ยังรับศึกหนัก เอสเอ็มอีเจอปัญหาถ้วนหน้า แถม "ฐานะทางการคลังของประเทศยังอ่อนแอลง"

เศรษฐกิจโลกมีการฟื้นตัวอย่างชัดเจน ตัวเลขคาดการณ์จีดีพีโลกประจำปีนี้จากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) สูงถึง 6% ขณะที่การเติบโตจากสหรัฐฯ อาจสูงกว่าประมาณการเดิมถึง 0.7% - 2% จากแผนช่วยเหลือพลเมืองมูลค่า 1.9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (เกือบ 60 ล้านล้านบาท) แต่เศรษฐกิจไทยกลับเดินสวนทาง 

'อนุสรณ์ ธรรมใจ' อดีตกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และ อดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ชี้ว่า สำหรับตลาดการเงินไทยนั้นมีความเปราะบางสูง ทั้งยังอาจมีความผันผวนสูงกว่าตลาดอื่น เนื่องจากโครงสร้างทางการเงินของกิจการและธุรกิจอุตสาหกรรมบางส่วนอ่อนแอมากและถูกซ้ำเติมจากผลกระทบการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกแล้วระลอกเล่า 

อดีตกรรมการ ธปท.ชี้ว่า ปัจจุบันบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นมีหนี้สินเพิ่มขึ้มากกว่า 4 ล้านล้านบาท บริษัทที่เกี่ยวข้องกับกิจการท่องเที่ยว กิจการสายการบิน กิจการขนส่ง ค้าปลีก ร้านอาหาร กิจการเหล่านี้จำนวนไม่น้อยต้องเพิ่มทุนในช่วงครึ่งปีหลังหรือต้องขายทรัพย์สินเสริมสภาพคล่องและชำระหนี้ 

สัดส่วนหนี้สินต่อทุนของบริษัทจดทะเบียนปี 2563 อยู่ที่ 2.83 เท่าเมื่อเทียบกับ 2.57 เท่าในปี 2561 อีกทั้งหนี้สินรวมของบริษัทจดทะเบียนยังเพิ่มขึ้นแตะระดับ 29.28 ล้านล้านบาท สูงกว่าจีดีพีประเทศเกือบ 2 เท่า ขณะที่ผลกำไรสุทธิของบริษัทจดทะเบียนลดลงจากระดับ 920,000 ล้านบาทในปี 2561 มาอยู่ที่ 410,000 ล้านบาทเท่านั้นในปี 2563 

แม้มีสัญญาณดีขึ้นบ้างในไตรมาส 1/2564 โดยกำไรสุทธิอยู่ที่ 258,000 ล้านบาท แต่คาดว่าไตรมาสสองผลกำไรสุทธิจะชะลอตัว ส่วนไตรมาสามและสี่ควรจะกระเตื้องขึ้นซึ่งน่าจะทำให้ผลกำไรสุทธิทั้งปีกลับมาอยู่ระดับ 700,000-800,000 ล้านบาทได้ อย่างไรก็ตาม ธุรกิจและกิจการนอกตลาดหลักทรัพย์ซึ่งเป็นกิจการขนาดย่อม ขนาดเล็กขนาดกลางยังประสบปัญหาทางธุรกิจและสภาพคล่องทางการเงินอย่างมาก 

ในระยะ 1-2 ปีข้างหน้า หากเศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ต่ำกว่า 2% มีความเสี่ยงจะเกิดวิกฤติหนี้สินทั้งภาครัฐและภาคเอกชน โดยกลุ่มธุรกิจที่จะมีปัญหาในการชำระหนี้มากที่สุด ได้แก่ กลุ่มธุรกิจท่องเที่ยว โรงแรมกลุ่มธุรกิจสายการบินและการขนส่งคน กลุ่มธุรกิจสื่อ กลุ่มธุรกิจจัดงานแสดงสินค้าและงานอีเวนต์ กลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และรับเหมาก่อสร้าง กลุ่มธุรกิจร้านอาหาร ธุรกิจสปาและเสริมสวย กลุ่มกิจการโรงเรียนและมหาวิทยาลัยเอกชน เป็นต้น 

ขณะเดียวกัน ฐานะทางการคลังของประเทศอ่อนแอลง โดยมีการก่อหนี้จำนวนมากทำให้ สัดส่วนของหนี้สาธารณะต่อจีดีพีทะลุ 60% ในปีหน้า เกิดความอ่อนไหวต่อการปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ยและสภาพคล่องในตลาดการเงินโลกที่อาจตึงตัวขึ้นในปีหน้า 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง;