ไม่พบผลการค้นหา
'อนุสรณ์ ธรรมใจ' ชำแหละงบปี 2565 รัฐบาลปรับลดสิ่งที่ไม่ควรลด เพิ่มสิ่งที่ไม่ควรเพิ่ม ไร้ศักยภาพจัดเก็บภาษีตามเป้าหมาย เอื้อประโยชน์กลุ่มอภิสิทธิ์ชน

'อนุสรณ์ ธรรมใจ' อดีตกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะ กระทรวงการคลัง และอดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เผยถึงตัวเลขการจัดสรรงบประมาณ วงเงิน 3.1 ล้านล้านบาท ว่า "เป็นการจัดงบฯ ที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์วิกฤตการณ์"

สาเหตุสำคัญเป็นเพราะตัวเลขข้างต้น นับเป็นงบประมาณที่ลดลงจากปี 2564 ถึง 185,000 ล้านบาท คิดเป็น 5.6% ขณะที่ไทยกำลังขาดดุลงบประมาณถึง 700,000 ล้านบาท

ส่วนหนึ่งของการขาดดุลข้างต้นเป็นผลจากการไม่สามารถขยายฐานภาษีทรัพย์สินได้ ทั้งที่การจัดเก็บภาษีทรัพย์สินไม่มีผลกระทบทางลบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจแต่อย่างใด การไม่พยายามเก็บภาษีทรัพย์สินจะทำให้ความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนยากจะเยียวยา

 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ
  • 'อนุสรณ์ ธรรมใจ' อดีตกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะ กระทรวงการคลัง และอดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต

ลดที่ไม่ควรลด เพิ่มที่ไม่ควรเพิ่ม

งบรายจ่ายเพื่อการลงทุนยังปรับลดลงถึง 3.84% และเวลานี้ไม่ใช่เวลาที่ควรจะเพิ่มการชำระคืนเงินกู้ โดยงบปี 65 มีการจ่ายคืนเงินกู้เพิ่มขึ้น 3.01% ซึ่งไม่จำเป็น

อดีตกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะ ชี้ว่า ควรนำเงินไปเพิ่มให้กับกระทรวงสาธารณสุข และ กระทรวงการคลังให้เพียงพอต่อการรับมือปัญหาต่างๆ ส่วนงบลงทุนที่จัดสรรลดลงอาจแก้ไขโดยใช้ กลไก PPP เอกชนร่วมลงทุนในกิจการภาครัฐ (แต่อาจต้องเป็นเอกชนรายใหญ่ที่ยังมีความพร้อมทางการเงินอยู่) หรือ ผ่านกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน

ขณะเดียวกันการปรับลดเงินสมทบของนายจ้างและลูกจ้างในกองทุนประกันสังคมเพื่อบรรเทาภาระทางการเงินในช่วงวิกฤติโรคระบาดจะก่อให้เกิดปัญหาต่อฐานะทางการเงินของกองทุนประกันสังคมในระยะยาว ซึ่งรัฐบาลต้องจัดสรรงบประมาณอุดหนุนเพิ่มเติม


รายได้ภาษีไม่มีทางตามเป้า

อนุสรณ์ ชี้ว่า รายได้ภาษีในงบประมาณปี 65 จะเก็บไม่ได้ตามเป้าแน่นอน สมมติฐานของอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปี 2565 ก็ไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะตั้งสมมติฐานว่าจะขยายถึง 4-5%

กระทรวงสำคัญๆ เช่น กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงสาธารณสุข หรือกระทรวงศึกษาธิการล้วนได้รับงบประมาณลดลงทั้งสิ้น แต่กระทรวงกลาโหมและสำนักนายกรัฐมนตรีได้รับงบประมาณเพิ่มขึ้น

"ความจำเป็นในการกู้เงินเพิ่มเติมนั้นมีอยู่ แต่ต้องไปตัดงบไม่จำเป็นออกก่อน และ ไม่ควรออกเป็น พ.ร.ก. เพราะอาจเกิดความไม่โปร่งใสในการใช้งบได้ง่าย"

"ผมค่อนข้างมั่นใจว่า รัฐบาลจำเป็นต้องทำงบกลางปีแน่นอน เพราะเม็ดเงินที่จัดสรรไม่เพียงพอแน่นอน"

แผนกู้เงินปีละไม่ต่ำกว่า 2 ล้านล้านบาท

อนุสรณ์ ย้ำว่าแผนการกู้เงินในระยะสองสามปีข้างหน้าต้องอยู่ในระดับไม่ต่ำกว่า 2 ล้านล้านบาทจึงเพียงพอต่อการฟื้นเศรษฐกิจ

การใช้จ่ายเพื่อการลงทุนต่างๆ รวมทั้งแก้ปัญหาเฉพาะหน้าต่างๆ ที่เกิดขึ้นเวลานี้ เงิน 500,000 ล้านบาทนั้นเพียงพอสำหรับการบริหารสภาพคล่องในช่วงปลายปีงบประมาณ 64 และ ต้นปีงบประมาณ 65 เท่านั้น และยังมีการใช้จ่ายฉุกเฉิกต่างๆที่อาจเกิดขึ้นในช่วช่วงแก้ปัญหาวิกฤติการแพร่ระบาดโควิด

การเพิ่มบทบาทของรัฐทางเศรษฐกิจและการขยายบทบาทการลงทุนภาครัฐมีความจำเป็นในช่วงนี้ แต่การดำเนินการดังกล่าวไม่ได้มีอะไรประกันความสำเร็จ หากรัฐบาลไม่โปร่งใสและไม่มีประสิทธิภาพ จะเกิดปัญหาวิกฤติซ้ำซ้อนขึ้นไปอีก

ฟื้นเศรษฐกิจก็ไม่เป็นผล แล้วจะยังเผชิญทั้งวิกฤติคอร์รัปชันงบประมาณ วิกฤติหนี้สาธารณะในอนาคต รวมทั้งวิกฤติแสวงหาค่าเช่าทางเศรษฐกิจ (Rent-Seeking) โดยกลุ่มผลประโยชน์จะวิ่งล็อบบี้เพื่อให้ตัวเองได้ประโยชน์จากงบประมาณหรือเงินภาษีประชาชนโดยไม่ต้องลงแรงอะไร

"ผู้อำนาจรัฐมักมอบผลประโยชน์และอภิสิทธิ์เหล่านี้ให้กลุ่มผลประโยชน์แลกการสนับสนุนทางการเมืองเสมอ"