ไม่พบผลการค้นหา
ประวัติศาสตร์บ้านเรามีพัฒนาการร่วมกับไสยศาสตร์แทบแยกกันไม่ขาด จนเอกสารหรือการวิเคราะห์ตีความ ไม่มีน้ำหนักเท่ากับปากคำของผี

ในที่สุดรายการแนวคุยกับผีรายการหนึ่ง ก็ไปขอขมา "ย่าโม-ย่าบุญเหลือ" ตามที่ลั่นวาจาไว้ หลังเป็นดราม่ามาหลายสัปดาห์ เพราะไปนำเสนอข้อมูลจากการคุยกับวิญญาณว่า "ย่าบุญเหลือ" วีรสตรีในความทรงจำของคนโคราช เป็นอนุภรรยาของพระยาปลัด-สามีย่าโม ความไม่พอใจมีมากแค่ไหน ดูได้จากการใช้ตำรวจถึง 150 นาย ไปควบคุมความเรียบร้อย

แม้จะขอขมาย่าโมแล้ว แต่จะจบเรื่องดราม่าไหมไม่มีใครรู้ เพราะยังมีเรื่องคดีความจากเคสอื่นรออยู่ และรายการเองก็ไม่ได้หายไปไหน หลุดจากผังทีวีแต่ไปอยู่ในแพลตฟอร์มออนไลน์ พ้นจากอำนาจของ กสทช.ไปอีก แต่ถึงอย่างนั้นกระแสความไม่พอใจรายการคุยกับผีครั้งนี้ก็มีความน่าสนใจ มีประเด็นต่างๆ ที่สะท้อนค่านิยมที่เปลี่ยนไปได้อยู่เหมือนกัน


ประเด็นที่ 1 : การเห็นผีไม่ได้น่ากลัวอีกต่อไป?

เดี๋ยวนี้คนเห็นผีเต็มไปหมด แถมไม่ได้เห็นกันเปล่าๆ แต่พูดคุยกันได้เหมือนเม้ามอยกับป้าข้างบ้าน เสมือนว่าการเห็นผีเป็นเรื่องธรรมดา และดูเหมือนว่าคนเห็นผีแต่ละเจ้าจะพยายามขวนขวายอยากเห็นผีกันมาก ยิ่งผีมาแปลกหรือมีสตอรี่เท่าไหร่ยิ่งฮือฮาเท่านั้น

ทัศนะแบบนี้ต่างจากในอดีตอยู่มาก เพราะแต่ก่อนการเห็นผีถือเป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องผิดปกติ และไม่มีใครอยากเจอ เนื่องจากผีในอดีตถูกยึดโยงกับสิ่งที่มองไม่เห็น และส่งผลลบต่อมนุษย์ เช่น โรคระบาด ความเจ็บป่วย และความตาย ดังนั้น การเห็นผีจึงเท่ากับหายนะ หลายครั้งพงศาวดารจึงใช้การปรากฎตัวของผี แทนการอธิบายถึงความสูญเสียต่างๆ เช่น สมเด็จพระราเมศวร กษัตริย์พระองค์ที่ 5 แห่งกรุงศรีอยุธยา ในเวลาเย็นวันหนึ่งเจอ "ท้าวมณเฑียร" ซึ่งตายไปแล้วมานั่งขวางทางเสด็จแล้วหายวับไป จากนั้นสมเด็จพระราเมศวรก็เสด็จสวรรคต เป็นต้น

IMG_4917.JPG


ประเด็นที่ 2 : คนเห็นผีแต่ก่อนทายอนาคต คนเห็นผีเดี๋ยวนี้ฟันธงอดีต

ในอดีตคนทรงเจ้าเข้าผี มักออกมาพยากรณ์ผีบอกถึงเหตุการณ์ล่วงหน้า ซึ่งส่วนมากเป็นเหตุการณ์ไม่ดี สร้างความโกลาหลไปทั่ว มีเรื่องบันทึกในจดหมายเหตุพระราชกิจรายวัน ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ว่า ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เคยมีคนเข้าทรงว่าจะเกิดเพลิงไหม้ เมื่อถึงกำหนดก็ไปวางเพลิงเสียเอง หวังจะให้คนนับถือ เมื่อจับตัวได้ถึงกับลงพระราชอาญาประหารชีวิต

ขณะที่ในรัชกาลที่ 5 (พ.ศ.2433) ก็มีเหมือนกัน โดย "อ้ายจีนแดง" คนทรงเจ้าป่าวประกาศว่าจะมีเพลิงไหม้ในสามวัน ไม่ทันได้พิสูจน์ความแม่นยำของตัวเอง ก็โดนลงพระราชอาญาโบย 50 ที ที่หน้าพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท

จะเห็นได้ว่าหนึ่งในสิ่งที่คนเห็นผีใช้คอนเฟิร์มอำนาจของตัวเองในยุคก่อน ก็คือการทำนายทายทักอนาคต แต่สิ่งเหล่านี้ก็ต้องวัดดวงเพราะอนาคตเอาแน่ไม่ได้ ทายถูกก็ดีไป ทายไม่ถูกก็เด๋อ เผลอๆ โดนพระราชอาญาอีกต่างหาก แต่ปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนั้นต่างออกไป เพราะคนเห็นผีไม่ทำนายอนาคตกันแล้ว แต่เลือกใช้วิธีเล่าถึงอดีต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องประวัติศาสตร์ หรืออดีตชาติ โดยอาศัยปากคำของผี นอกจากไม่ต้องรับความเสี่ยงเรื่องคำทำนายที่อาจไม่เกิดขึ้นจริงแล้ว ยังสามารถอ้างได้ว่าเป็น "ประวัติศาสตร์นอกตำรา" อีกต่างหาก

หากมองในแง่การตลาด นี่อาจเป็นการหาจุดขายใหม่ๆ ของคอนเท้นต์ผีๆ ซึ่งทุกวันนี้มีการแข่งขันสูง แต่หากมองอีกแง่ นี่สะท้อนได้ว่าเรื่องประวัติศาสตร์บ้านเรามีพัฒนาการร่วมกับไสยศาสตร์แทบแยกกันไม่ขาด จนเอกสารหรือการวิเคราะห์ตีความ ไม่มีน้ำหนักเท่ากับปากคำของผี


ประเด็นที่ 3 : สังคมที่อ่อนไหว ไร้ที่พึ่ง

ข่าวเรื่องรายการคุยกับผี ครองพื้นที่สื่อมากพอๆ กับข่าวอาถรรพ์เด็กเสียชีวิต ที่ข่าวคดีไม่คืบไปไหนสักทีมีแต่เรื่องลี้ลับออกทะเลเต็มไปหมด ส่วนหนึ่งแสดงให้เห็นว่าสังคมบ้านเราสนใจเรื่องผีๆ อย่างมาก ถ้าเป็นเรื่องผีแล้วเรตติ้งวางใจได้

แต่ในเรื่องที่ดูว่างมงายไร้สาระ ที่จริงแล้วฉายภาพสังคมได้ชัดเจนมาก เพราะจะเห็นได้ว่า "เรื่องลี้ลับมักมาพร้อมกับความไม่ชัดเจน" เช่น ในกรณีของรายการคุยกับผี ประวัติศาสตร์บางช่วงบางตอนไม่มีหลักฐานชัดเจน ทำให้ต้องอาศัยหลักฐานแวดล้อมและการตีความ เหลือไว้เพียงข้อสันนิษฐานที่ไม่ใช่ข้อสรุป  ส่วนกรณีเด็กเสียชีวิต ก็เต็มไปด้วยข้อกังขาแต่ไม่มีใครสามารถไขความกระจ่างให้กับสังคมได้ เป็นช่องว่างให้การอธิบายแบบผีๆ แทรกเข้ามาทำหน้าที่ "ให้คำตอบ" ในที่สุด

ในยุคสมัยที่ประวัติศาสตร์ก็ต้องฟังผี คดีก็มีแต่ผีให้เบาะแส จะบอกว่าสังคมเราแข็งแกร่งก็คงพูดได้ยาก...

วิฬาร์ ลิขิต
เสนอเรื่องราวประวัติศาสตร์ตามแต่ปากอยากจะแกว่ง เรื่องที่คนทั่วไปสนใจ หรือใครไม่สนใจแต่ฉันสนใจฉันก็จะเขียน การตีความที่เกิดขึ้นไม่ใช่ที่สุด ถ้าจุดประเด็นให้ถกเถียงได้ก็โอเค แต่ถึงจุดไม่ติดก็ไม่ซี เพราะคิดว่าสิ่งที่ค้นๆ มาเสนอ น่าจะเป็นประโยชน์กับใครบ้างไม่มากก็น้อยในวาระต่างๆ จะพยายามไม่ออกชื่อด่าใครตรงๆ เพราะยังต้องผ่อนคอนโด แต่จะพยายามเสนอ Hint พร้อมไปกับสาระประวัติศาสตร์ที่คิดว่าน่าสนใจและเทียบเคียงกันได้
2Article
0Video
64Blog