ไม่พบผลการค้นหา
'อแมนด้า ออบดัม' ปรากฎตัวในชุดราตรีสุดสง่างามสองชิ้นปักลายพลุจากแบรนด์ Ready-To-Wear สัญชาติไทย 'Valentier' มูลค่า 500,000 บาท ด้วยการปักยาวนาน 720 ชม. ของทีมงาน 2 คน แสดงถึงเสียงอันทรงพลังที่ต้องการสื่อว่า “ทุกคนควรหันมารับฟังเสียงของกันและกัน” จากงานกูตูร์ที่ดูเข้าถึงยาก แฟชั่นพร้อมใส่ชุดนี้ทำให้ผู้คนเข้าถึงได้ง่ายขึ้น

'อแมนด้า ชาลิสา ออบดัม' มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2020 ปรากฏตัวบนเวทีการประกวด Miss Universe ครั้งที่ 69 ณ โรงแรม Seminole Hard Rock & Casino มลรัฐฟลอริดาของสหรัฐฯ โดยเธอปรากฎตัวในชุดราตรีสุดสง่างามสองชิ้นปักลาย 'พลุ' สีทองระยับ ที่มีการปักผสมผสานความโค้งมนดูอ่อนโยน บวกกับลายกราฟฟิกเส้นตรงที่เพิ่มความแข็งแรง

ดีไซน์ ที่มาพร้อม 'พลัง'

ชุดราตรีนี้เป็นผลงานการออกแบบของ บิ๊ก ดนวัต พฤกษ์ชินวร ดีไซน์เนอร์และผู้ก่อตั้งแบรนด์ Ready-To-Wear สัญชาติไทยอย่าง Valentier หลังการพูดคุยวางแผนกับอแมนด้า บิ๊ก ดนวัต เผยในเฟซบุ๊กส่วนตัวว่าดีไซน์ทั้งหมดต้องการบอกเล่าแสดงถึงเสียงอันทรงพลังที่ต้องการสื่อว่า “ทุกคนควรหันมารับฟังเสียงของกันและกัน” จากงานกูตูร์ที่ดูเข้าถึงยาก แฟชั่นพร้อมใส่ชุดนี้ทำให้ผู้คนเข้าถึงได้ง่ายขึ้น พร้อมเครื่องประดับที่ช่วยคอมพลีทลุค 'Firework' ได้อย่างลงตัวจากแบรนด์ Jee’s Jewelry แบรนด์เครื่องประดับ Fine Jewelry ของดีไซน์เนอร์ไทยอย่าง โบ จีรนันท์

"พลุ (Firework) จึงเป็นภาพที่ดีไซน์เนอร์ต้องการวาดออกมาเพื่อเป็นตัวแทนทั้งความงามและพลังของผู้หญิงที่ได้พูดและแสดงไห้โลกใบนี้ได้เห็นว่าเธอมีสิ่งที่อยากจะบอก และทุกคนต้องหยุดและหันมาฟังในสิ่งที่เธอต้องการจะพูด เหมือนกับเสียงของพลุ ที่เมื่อไหร่มันถูกจุดขึ้น ทุกคนจะต้องหยุดฟังและหันไปมองว่าพลุนั้นมีความงดงามมากเพียงใด อีกทั้งสีทองของพลุยังเป็นภาพแทนการเฉลิมฉลองความสำเร็จ (Achieve The Universe) ของอแมนด้าที่ได้ต่อสู้และฝ่าฟันไปจนสู่ก้าวที่ยิ่งใหญ่ในชีวิต ก้าวที่ทุกคนจะหันมามองและรับฟังเธอ และเป็นก้าวที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตของเธอไปตลอดกาล" บิ๊ก ดนวัต เผยใน เฟซบุ๊กส่วนตัว


ชุดราตรีสองชิ้นสไตล์ Couture-To-Wear เข้าถึงมากกว่าการเป็นกูตูร์

Couture-To-Wear หรือ กูตูร์พร้อมใส่ คือความน่าสนใจที่เราได้เห็นจากการออกแบบชุดนี้ บิ๊ก เล่าว่า VALENTIER พยายามนำเสนอมุมมองใหม่ๆ ให้กับวงการนางงาม หลายคนอาจมองว่าเสื้อผ้ากูตูร์เป็นสิ่งที่เอื้อมไม่ถึง ชุดราตรีชุดนี้จึงถูกออกแบบลดทอนลงมา โดยยังคงงานปักและเทคนิคชั้นสูง(Haute Couture)แต่ผสมผสานให้อยู่ในรูปแบบของเสื้อผ้าสำเร็จรูป (Ready-To-Wear) เพื่อให้ดูจับต้องได้มากขึ้น"


"นางงามต้องเข้าถึงง่าย แฟชั่นและความงามก็ควรเป็นสิ่งที่จับต้องได้เช่นเดียวกัน"


บิ๊ก ดนวัต ยังเล่าด้วยว่า กว่าผลงานชิ้นนี้จะได้ออกมาโลดแล่นบนเวที Miss Universe ต่อหน้าสายตาชาวโลก เขาและทีมงานเพียงแค่ 2 คน ใช้เวลาร่วม 720 ชั่วโมงในการบรรจงปักรายละเอียดของชุดด้วยมืออย่างพิถีพิถัน ไม่ว่าจะเป็น คริสตัล เลื่อม ลูกปัดและปล้องอ้อย ถูกเรียงและไล่เฉดสีไห้เกิดไดนามิคที่เหมือนกับพลุมากที่สุด ส่วนโครงชุด หรือ Silhouette และคัทติ้งของชุดก็ได้รับแรงบันดาลใจมาจากชุดนักรบหญิงอีกด้วย แสดงถึงความแข็งแกร่งและคล่องตัว พร้อมสู้บนเวทีแห่งนี้เต็มที่