ไม่พบผลการค้นหา
ศึกใน “พลังประชารัฐ” ก็ไม่เท่า “ศึกเงียบ” ภายในกองทัพ โดยเฉพาะ “ระยะห่าง” ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ กับ ผบ.เหล่าทัพ ด้วยเหตุผลรุ่น “เตรียมทหาร” ที่ทิ้งห่างกันราว 10 รุ่น โดย ผบ.เหล่าทัพ ชุดปัจจุบันอยู่ที่ ตท.20-21-22 ที่จะเกษียณฯช่วงปี65-66 และจะเข้าสู่ยุค ตท.รุ่นถัดไป เข้ามาคุมกองทัพ

แม้ พล.อ.ประยุทธ์ จะไม่หวั่นกับ “ระยะห่าง” ตรงนี้ เพราะเชื่อในระบบบังคับบัญชาที่ส่งต่อรุ่นต่อรุ่น แต่โดยลึกๆในใจ พล.อ.ประยุทธ์ ก็ทราบดี

ดังนั้น พล.อ.ประยุทธ์ จึงพยายาม “กระชับสัมพันธ์” เมื่อพบเจอ ผบ.เหล่าทัพ ในงานต่างๆ แต่เมื่อต้องเผชิญกับโควิดระบาดหนัก จึงทำให้การพบปะน้อยลง ทำได้เพียงสั่งการตาม “ลำดับบังคับบัญชา” โดย พล.อ.ประยุทธ์ จะสั่งการผ่าน “บิ๊กช้าง”พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล รมช.กลาโหม ไปยังกลาโหม-เหล่าทัพ แต่ด้วยความเป็น “รมว.กลาโหม” ก็จะใช้เวที “สภากลาโหม” ที่จัดขึ้นเดือนละ 1 ครั้ง พลปะสั่งการ ปลัดกลาโหม-ผบ.เหล่าทัพ ด้วยตนเอง

การประชุม ผบ.เหล่าทัพ ประจำ ต.ค. 2564 ที่ผ่านมา ถือเป็น “นัดแรก” ของ ผบ.เหล่าทัพ คนใหม่ ที่เข้ามา ได้แก่ “ปลัดหน่อย”พล.อ.วรเกียรติ รัตนานนท์ ปลัดกลาโหม “บิ๊กป้อง”พล.อ.อ.นภาเดช ธูปะเตมีย์ ผบ.ทอ. และ “บิ๊กเฒ่า”พล.ร.อ.สมประสงค์ นิลสมัย ผบ.ทร. 

สำหรับ ทบ. นั้น พล.อ.ประยุทธ์ ยังพอมี “เส้นเรื่อง” ที่จะกระชับสัมพันธ์ เพราะเคยเป็น “ผู้บังคับบัญชา” มาก่อน โดย พล.อ.วรเกียรติ เติบโตจาก “ป.พัน.21 รอ.” จ.ชลบุรี ซึ่งเป็นหน่วยภายใต้ พล.ร.2 รอ. สายบูรพาพยัคฆ์ สายเดียวกับ พล.อ.ประยุทธ์ แต่เพียงต่างเหล่าระหว่าง “เหล่าราบ-เหล่าปืนใหญ่” ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ ทักทาย พล.อ.วรเกียรติ อย่างคุ้นเคยได้

เฉลิมพล ณรงค์พันธ์ ผู้นำเหล้าทัพ ทหาร กองทัพ -B358-ABD1A5F7B89D.jpeg

ทว่ากับ “บิ๊กบี้”พล.อ.ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ผบ.ทบ. แล้วนั้น พล.อ.ประยุทธ์ กลับมีระยะห่าง เพราะ พล.อ.ณรงค์พันธ์ เติบโตจาก ร.31 รอ.-พล.1 รอ. สายวงศ์เทวัญ คนละสายกับ พล.อ.ประยุทธ์ จึงไม่ได้ใกล้ชิดกัน แม้ว่าจะเคยเป็น “ผู้บังคับบัญชา” มาก่อน เมื่อครั้ง พล.อ.ประยุทธ์ เป็น “แม่ทัพภาคที่ 1” หรือ ผบ.ทบ. มาก่อน

นอกจากนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ยังได้กล่าวชม ผบ.เหล่าทัพ ที่ให้สัมภาษณ์ได้ดี หากย้อนดูห้วงก่อนมีประชุมสภากลาโหมครั้งล่าสุด พบว่ามี 3 ผบ.เหล่าทัพ ที่ให้สัมภาษณ์สื่อ ได้แก่ พล.อ.อ.นภาเดช ที่แถลงนโยบาย ทอ. และตอบทุกคำถามสื่อที่เป็นประเด็นร้อนใน ทอ. กรณี “ศึกลูกทัพฟ้า” ระหว่าง อดีตผบ.ทอ. 2 คน ที่เจอ “ฝ่ายการเมือง” เข้ามาผสมโรงด้วย

นอกจากนี้คือ “บิ๊กแก้ว”พล.อ.เฉลิมพล ศรีสวัสดิ์ ผบ.ทหารสูงสุด ที่ให้สัมภาษณ์เรื่อง “การชุมนุม” และการรีแบรนด์ของ “กลุ่มทะลุแก๊ซ” โดยขีดเส้นกองทัพไม่เกี่ยวข้อง แต่ถ้ากระทบอธิปไตย และถึงขั้น “จราจล-กบฏ” ก็เป็นหน้าที่กองทัพ ซึ่งเป็นการตอบตาม “หลักการ” จึงไม่มีทัวร์ลงตามมา

สุดท้ายคือ “บิ๊กปั๊ด”พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. ที่ไม่หนีสื่อตอบคำถามเรื่องภารกิจ ตร. และเรื่องการชุมนุมที่เป็นหน้าที่ ตร. โดยตรง ซึ่ง พล.ต.อ.สุวัฒน์ ร่วมประชุมสภากลาโหม ในตำแหน่ง “ที่ปรึกษาสภากลาโหม” ทั้งหมดนี้เท่ากับว่า พล.อ.ประยุทธ์ เฝ้าติดตาม ผบ.เหล่าทัพ ทุกคนใกล้ชิด 

แต่ที่ถูกจับจ้องคือสัมพันธ์ระหว่าง “สายเลือด จปร.” ด้วยกัน คือ พล.อ.ณรงค์พันธ์ กับ พล.อ.ประยุทธ์ โดยเฉพาะ “โผผู้พัน” ที่ออกมาล่าสุด ทำให้สะท้านไปทั้ง ทบ. โดยเฉพาะฝั่งสาย พล.ร.2 รอ. - ร.21 รอ. สายบูรพาพยัคฆ์-ทหารเสือฯ ที่เป็นสายเดียวกับนายกฯ รวมถึงหน่วยอื่นๆ ที่เป็น “ขุมกำลังหลัก-หน่วยสนับสนุน” ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการ “ย้ายระนาบ” แต่พบว่าเป็น “ผบ.กองพันหลัก” กว่า 90 กองพัน ราว 200 นาย ทำให้ “โผผู้พัน” ดังกล่าว ไม่ได้เป็นที่พูดกันใน ทบ. เท่านั้น แต่ข้ามไปถึงเหล่าทัพอื่นๆด้วย

ล่าสุดเกิดตั้งข้อสงสัยถึงกรณี บก.กองทัพไทย หลังมีรายงานข่าวว่า พล.อ.เฉลิมพล ผบ.ทหารสูงสุด ให้สำนักสวัสดิการทหาร บก.กองทัพไทย ประพันธ์ 3 บทเพลง เพื่อเทิดทูนสถาบัน และความเสียสละของทหาร ที่อยู่ข้างประชาชน เพราะโดยปกติแล้วจะเป็น ทบ. มากกว่า บก.กองทัพไทย ที่ทำหน้าที่ “ประพันธ์เพลง” ในลักษณะดังกล่าว

สำหรับ พล.อ.เฉลิมพล แม้จะเป็น “ทหารม้า” เติบโตจาก พล.ม.2 รอ. จึงคนละสายกับ นายกฯ แต่ก็มี “โซ่ข้อกลาง” อย่าง “บิ๊กแดง”พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ อดีตผบ.ทบ. ในการเชื่อมประสาน เพราะ พล.อ.อภิรัชต์ เป็นผู้สนับสนุนให้ พล.อ.เฉลิมพล โยกออกจาก ทบ. มายัง บก.กองทัพไทย จนขึ้นเป็น “ผบ.สูงสุดคอแดง” คนแรก

อย่างไรก็ตาม “ศึกใน พปชร.” ที่เปรี้ยงกว่า ก็ปล่อยไม่ได้ เพราะทำเอา พล.อ.ประยุทธ์ สะเทือนไม่น้อย เป็นอีกศึก “สายเลือด จปร.” ด้วยกัน กับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เลขาธิการ พปชร. ที่ศึกครั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ พ่ายยับเยิน เพราะ “พี่ป้อม”พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ iรองนายกรัฐมนตรี และหัวหน้า พปชร. เลือกอุ้ม “ผู้กอง” ที่คิดงัดข้อ “นายพล” เอาไว้

เหตุใด พล.อ.ประวิตร จึงอุ้ม ร.อ.ธรรมนัส ที่ถูกมองเป็น “หอกข้างแคร่” ของ นายกฯ ไว้

ธรรมนัส -B334-42CD-918C-E1075FCE3F09.jpeg

เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว พล.อ.ประวิตร จะ “ขาลอย-ไร้แขนขา” ทันที และว่ากันว่า พล.อ.ประวิตร ไว้ใจ “ธรรมนัส-นฤมล” อย่างมาก เพราะ “เก็บความลับ-ทำงานได้ดั่งใจ” มาโดยตลอด หาก พล.อ.ประวิตร ไม่มี “ธรรมนัส-นฤมล” ก็เท่ากับ พล.อ.ประยุทธ์ ยึดพรรคไปทันที ที่สำคัญ ร.อ.ธรรมนัส ก็มี ส.ส. ในมือทั้งนอกพรรคและในพรรค ที่ยังใช้ “งัดข้อ-ต่อรอง” ทางอำนาจได้อยู่ 

อีกทั้งที่ผ่านมาจะเป็นไปไม่ได้เลยหรือ ที่ พล.อ.ประวิตร จะ “ไม่รู้ไม่เห็น” ในเรื่อง “ปฏิบัติการ” ของ ร.อ.ธรรมนัส ที่คิดล้มนายกฯ จึงอย่าแปลกใจที่ นายกฯ มีแนวคิดเข้าไปคุมพรรคเอง เพื่อป้องกันการ “หลงหูหลงตา” นำร่องโดยการจัดประชุม “วิปรัฐบาล” ที่ ทำเนียบฯ แทนรัฐสภา ประเดิม 8พ.ย.นี้

ประวิตร ประชุม กก.บห. พปชร

ดังนั้นศึกระหว่าง “ผู้กอง-นายพล” ยังคงดำเนินต่อไป และไม่รู้ว่าจะจบอย่างไร ?

ดังนั้นการ “เคลียร์ใจ” ที่เกิดขึ้น และการแก้เกี้ยว “ปรับโครงสร้างพรรค” จึงเป็นเพียงการ “ซื้อเวลา” เท่านั้น สะเทือนมาถึงสัมพันธ์ “2ป.ประยุทธ์-ประวิตร” ที่หลายเรื่องสั่งสมมา รอเวลาปะทุเท่านั้น แต่สุดท้ายว่ากันว่าอาจจบเพียง “ต่างคนต่างอยู่” 

แม้ว่า “2ป.” จะย้ำว่าไม่มีปัญหาอะไรกัน แต่ “การกระทำ” กลับสวนทาง “คำพูด” ทั้งสิ้น ส่วน ร.อ.ธรรมนัส การเปิดศึกครั้งนี้เป็นอีก “เดิมพันสำคัญ” ที่งานนี้ต้องมี “คนอยู่-คนไป” เพราะสุดท้าย “เสือสองตัวอยู่ถ้ำเดียวกัน” ไม่ได้

ใครจะแพ้ ใครจะชนะ แต่สัมพันธ์ “2พยัคฆ์เฒ่า” โดน “ผู้กอง” ขยี้ไปแล้ว !

ปริศนา ลายพราง
161Article
0Video
39Blog