สภาประชาชนแห่งชาติจีนประกาศเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจปี 2567 ไว้ที่ 5% อย่างเป็นทางการเมื่อวันอังคาร (5 มี.ค.) แม้ว่าจีนซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจรวมเป็นมูลค่ากว่า 18 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ (644.8 ล้านล้านบาท) กำลังเผชิญกับปัญหาทางเศรษฐกิจอย่างร้ายแรง
“เราควรสื่อสารนโยบายต่อสาธารณะ ด้วยวิธีที่ตรงเป้าหมายเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมทางนโยบายที่มั่นคง โปร่งใส และคาดการณ์ได้” หลี่เฉียง นายกรัฐมนตรีจีน กล่าวในขณะการแถลงผลการทำงานของรัฐบาลจีนเป็นครั้งแรก ด้วยการสรุปเป้าหมายนโยบายประจำปี
หลี่ยังกล่าวอีกว่าจีนจะผลักดันประเทศของตัวเองไปข้างหน้า ด้วย "การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการเติบโต" รวมถึงการปฏิรูประบบภาษี การส่งเสริมผู้มีความสามารถด้านเทคโนโลยี การส่งเสริมการบริโภคภายในประเทศ การขจัดอุปสรรคในการลงทุนภาคเอกชน และการออกพันธบัตรรัฐบาลพิเศษมูลค่า 1 ล้านล้านหยวน (ประมาณ 5 ล้านล้านบาท)
“เราไม่ควรมองข้ามฉากทัศน์ที่เลวร้ายที่สุด และควรเตรียมพร้อมอย่างดีสำหรับความเสี่ยงและความท้าทายทั้งหมด” หลี่กล่าว นอกจากนี้ หลี่ยังกล่าวว่ารัฐบาลจีนได้ตั้งเป้าที่จะสร้างงานใหม่ในเมือง 12 ล้านตำแหน่ง และตั้งเป้าหมายอัตราการว่างงานไว้ที่ 5.5%
พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรีจีนยังประกาศว่า งบประมาณทางทหารของจีนจะปรับเพิ่มขึ้น 7.2% คิดเป็นมูลค่างบ 1.66 ล้านล้านหยวน (ประมาณ 8.4 ล้านล้านบาท)
แผนงานทางเศรษฐกิจของจีนซึ่งตรงกับเป้าหมายของปีที่แล้ว เกิดขึ้นเมื่อเศรษฐกิจจีนกำลังเผชิญกับความท้าทายหลายประการ รวมถึงวิกฤตด้านอสังหาริมทรัพย์ การส่งออกที่ชะลอตัว ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์กับสหรัฐฯ การลดลงของจำนวนประชากร หนี้ก้อนใหญ่ และอัตราการว่างงานของเยาวชนที่ทำสถิติสูงเป็นประวัติการณ์
ในปี 2566 ที่ผ่านมา ทางการจีนประกาศว่าเศรษฐกิจของประเทศได้ขยายตัวในอัตรา 5.2% นับเป็นอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนที่อ่อนแอที่สุดในรอบหลายทศวรรษ หากไม่นับรวมการชะลอตัวทางเศรษฐกิจจากการแพร่ระบาดของโควิด-19
ในสุนทรพจน์ของหลี่ นายกรัฐมนตรีจีนกล่าวว่าทางการจีนตระหนักถึง “ความท้าทายหลายประการ” ที่เศรษฐกิจจีนกำลังเผชิญอยู่ รวมถึงสถานการณ์ภายนอกที่ยากลำบาก และ “ปัญหาที่สะสมและหยั่งรากลึก”
ทั้งนี้ นักลงทุนต่างจับตาดูการชุมนุมประจำปีของสภาประชาชนแห่งชาติอย่างใกล้ชิด เพื่อรับฟังการประกาศการกระตุ้นความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของประเทศ อย่างไรก็ดี มีนักลงทุนต่างชาติที่ทำการถอนตัวออกจากจีนในอัตราสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยเมื่อปีที่แล้ว มีเงินทุนของบริษัทและครัวเรือนมูลค่ากว่า 6.87 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 2.46 ล้านล้านบาท) ไหลออกนอกประเทศจีน
สุนทรพจน์ของหลี่เมื่อวันอังคารเกิดขึ้นหลังจากเจ้าหน้าที่ของทางการจีนประกาศว่า นายกรัฐมนตรีจีนจะไม่จัดงานแถลงข่าวหลังการสิ้นสุดการประชุมประจำปีของสภาประชาชนแห่งชาติ ซึ่งเป็นเหตุการณ์ในลักษณะดังกล่าวเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2536 ซึ่งสะท้อนภาพความพยายามในการรววบอำนาจของ สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ต่อพรรคคอมมิวนิสต์จีนที่มีเขาเป็นเลขาธิการพรรค
ที่มา: