รัฐมนตรีและรัฐมนตรีช่วย ในคณะรัฐมนตรี (ครม.) ของนายกเศรษฐา ทวีสิน จากพรรคต่างๆ ได้นั่งกระทรวงใดบ้าง และพรรคเหล่านั้นเคยหาเสียงที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงที่พวกเขาดูแลไว้อย่างไร ?
พรรคเพื่อไทยและพรรคการเมืองรวม 11 พรรค ได้แถลงการณ์จัดตั้งรัฐบาล (21 ส.ค.2566) มีใจความว่า
ทุกพรรคได้ทำข้อตกลงร่วมกัน ในการนำนโยบายของพรรคเพื่อไทยที่หาเสียงไว้เป็นนโยบายหลักในการบริหารประเทศ เช่น digital wallet, ที่ดินทำกิน, ขึ้นค่าแรงขึ้นต่ำ 600 บาทภายในปี 2570, เงินเดือนปริญญาตรี 25,000 บาท, เกณฑ์ทหารโดยสมัครใจ, เพิ่มราคาพืชผลเกษตร, แก้ปัญหาความขัดแย้งและสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนในจังหวัดชายแดนภาคใต้, กัญชาทางการแพทย์และสุขภาพ และจะแก้รัฐธรรมนูญ เพื่อให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น ป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (คงไว้ในส่วนของหมวดที่เกี่ยวข้องกับพระมหากษัตริย์) โดยพรรคร่วมทั้งหมดจะนำนโยบายองเพื่อไทยเข้ามาบูรณาการร่วมกับนโยบายของตน
สัดส่วนการจัดสรรเก้าอี้รัฐมนตรี และรัฐมนตรีช่วย ตามจำนวนส.ส.ที่ได้รับเลือกตั้ง มีดังนี้
- เพื่อไทย (141 ที่นั่ง) : รมว. 8 กระทรวง/ รมช. และรัฐมนตรีสำนักนายกฯ รวม 9 ตำแหน่ง
- ภูมิใจไทย (71 ที่นั่ง) : รมว. 4 กระทรวง / รมช. 4 ตำแหน่ง
- พลังประชารัฐ (40 ที่นั่ง) : รมว. 2 กระทรวง / รมช. 2 ตำแหน่ง
- รวมไทยสร้างชาติ (36 ที่นั่ง) : รมว. 2 กระทรวง / รมช. 2 ตำแหน่ง
- ชาติไทยพัฒนา (10 ที่นั่ง) : รมว. 1 กระทรวง
- ประชาชาติ (9 ที่นั่ง) : รมว. 1 กระทรวง
ล่าสุด 29 ส.ค.2566 ได้มีการนำรายชื่อ ‘ผู้ที่สมควรดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี’ เข้าตรวจสอบคุณสมบัติโดยสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) โดย เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ลงนามในหนังสือกราบบังคมทูลเกล้าฯ รายชื่อ แล้วให้เลขาธิการคณะรัฐมนตรี ส่งเรื่องให้กับสำนักราชเลขาธิการ เพื่อรับไปดำเนินการ
โผล่าสุด มีการปรับเปลี่ยนโควต้าเก้าอี้จากเดิม นั่นคือ เก้าอี้ รมว. จากเพื่อไทย เพิ่มขึ้น 1 กระทรวง ส่วนเก้าอี้ รมช.และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ รวมกัน ลดลง 1 เก้าอี้
รัฐมนตรี และรัฐมนตรีช่วย ในคณะรัฐมนตรี (ครม.) ของนายกเศรษฐา ทวีสิน จากพรรคต่างๆ ได้นั่งกระทรวงใดบ้าง และพรรคเหล่านั้นเคยหาเสียงที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงที่พวกเขาดูแลไว้อย่างไร ?
กระทรวงการคลัง
มี ‘เศรษฐา ทวีสิน’ นายกรัฐมนตรี นั่งควบเป็นรัฐมนตรีว่าการ และมี จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส. พรรคเพื่อไทย และ กฤษฎา จีนะวิจารณะ ปลัดกระทรวงการคลังที่กำลังจะเกษียณในเดือนกันยายนนี้ นั่งเก้าอี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการ (รมช.)
นโยบายพรรคเพื่อไทย : กระเป๋าเงินดิจิทัล, เขตธุรกิจใหม่
- กระตุ้นเศรษฐกิจใหญ่ด้วยใช้จ่ายใกล้บ้านด้วยกระเป๋าเงินดิจิทัล (Digital Wallet)
- เพิ่มรายได้ภาคแรงงานและการจ้างงานในปี 2570 โดยการตกลงร่วมระหว่างนายจ้าง ลูกจ้าง และรัฐ โดยพิจารณาขึ้นค่าแรงจาก การเติบโตทางเศรษฐกิจ ผลิตภาพแรงงาน และอัตราเงินเฟ้อ
- เงินเดือนปริญญาตรีเริ่มต้นที่ 25,000 บาทต่อเดือนในปี 2570
- ทุกครอบครัวมีรายได้ ไม่น้อยกว่า 20,000 บาท/เดือน ผ่านระบบบ Learn to Earn เพื่อเสริมทักษะและหางาน
- สร้างเขตธุรกิจใหม่ 4 แห่งเป็นพื้นที่นำร่อง ได้แก่ กรุงเทพ เชียงใหม่ ขอนแก่น และหาดใหญ่ ด้วยความพร้อมทางด้านมหาวิทยาลัย สนามบิน และโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมเพื่อขับเคลื่อน Start-ups และ SMEs สู่การสร้างรายได้ใหม่ให้แก่ประชาชน ด้วยกุญแจ 3 ดอก ดังนี้
> กุญแจดอกที่ 1 กฎหมายธุรกิจชุดใหม่ เป็นการปลดล็อกปัญหาการทำธุรกิจของ Start-ups และ SMEs ในทุกมิติรวมถึงดึงเงินนักลงทุนจากต่างชาติ เข้าแก้ไขปัญหาด้านใบอนุญาตต่างๆ ปัญหาแรงงาน การนำเข้าส่งออก และการทำธุรกรรมระหว่างประเทศ
> กุญแจดอกที่ 2 สิทธิประโยชน์ใหม่ โดยให้สิทธิในการยกเว้นภาษีเงินได้ ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ภาษีนำเข้า จะไม่แพ้ที่ใดในโลก
> กุญแจดอกที่ 3 ระบบนิเวศทางธุรกิจใหม่ โดยการสร้างสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐานใหม่ ระบบการศึกษาและการผลิตคนทำงานใหม่ ระบบธนาคารใหม่ เพื่อผลักดันให้ภาคเอกชนขับเคลื่อนได้
> เขตธุรกิจใหม่จะเริ่มจากหัวเมืองก่อน เช่น ภาคเหนือคือจังหวัดเชียงใหม่ เพราะมีสาธารณูปโภคพื้นฐานครบครันเป็นทุนเดิม และเมื่อธุรกิจในพื้นที่เติบโตก็จะกระจายไปสู่จังหวัดใกล้เคียง เช่น ลำพูน ลำปาง แพร่ น่าน ด้วยเช่นกัน อีกทั้งประชากรในจังหวัดรอบข้างเหล่านี้ก็จะมีทางเลือกในการทำงานที่ใกล้บ้านมากยิ่งขึ้น ทรัพยากรจะกระจาย ไม่กระจุกอยู่แค่ในกรุงเทพฯ อีกต่อไป
กระทรวงกลาโหม
มี ‘สุทิน คลังแสง’ สส. จากเพื่อไทย เป็นรัฐมนตรีว่าการ
นโยบายพรรคเพื่อไทย:
- ยกเลิกการเกณฑ์ทหารจากการบังคับ ให้เป็นโดยสมัครใจ
- เปิดกว้างในการสมัครออนไลน์ให้ทำง่ายและครอบคลุม โดยไม่กำหนดเป้าหมายการรับ เพื่อทำให้เป็นทหารมืออาชีพ
- ปรับลดงบกลาโหมลง 10 % ป้องกันการแทรกแซงทางการเมือง ให้งบประมาณที่ใช้เหมาะสมสอดคล้องกับความเป็นจริง
- เปลี่ยนค่ายทหารเป็นวิทยาลัย คืนความเป็นธรรมให้ทหารชั้นผู้น้อย เพิ่มความโปร่งใสและตรวจสอบได้
กระทรวงสาธารณสุข
มี ‘ชลน่าน ศรีแก้ว’ สส. จากเพื่อไทย เป็นรัฐมนตรีว่าการ และมี สันติ พร้อมพัฒน์ จากพลังประชารัฐ นั่งเก้าอี้ รมช.
นโยบายพรรคเพื่อไทย: ยกระดับ 30 บาทรักษาทุกโรค
- บัตรประชาชนใบเดียวรักษาได้ทั่วไทย
- รักษาและจ่ายยาออนไลน์ ลดภาระของผู้ป่วยและแพทย์
- ฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกฟรีให้เด็กหญิงอายุตั้งแต่ 9-11 ปีทุกคน
- Mental Health ปัญหาสุขภาพจิต รักษาได้ใกล้บ้าน สุขภาพจิตคนไทย ให้คำปรึกษาจากจิตแพทย์และนักจิตวิทยาคลินิก ทั้งที่โรงพยาบาลและระบบ Telemedicine
- สร้างสถานชีวาภเิบาล ดูแลผู้ป่วยติดเตียงและผู้ป่วยระยะสุดท้าย เพื่อให้ลูกหลานมีเวลาไปทำงาน
- กทม. ต้องมีโรงพยาบาลรัฐขนาด 120 เตียงขึ้นไปทุกเขต
- ดันกัญชาทางการแพทย์ การวิจัย และเสริมสร้างรายได้ให้กับประชาชน
กระทรวงคมนาคม
มี ‘สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ’ สส. จากเพื่อไทย เป็นรัฐมนตรีว่าการ และมี สุรพงษ์ ปิยะโชติ, มนพร เจริญศรี จากพรรคเพื่อไทยนั่งตำแหน่ง รมช.
นโยบายพรรคเพื่อไทย : พลิกโฉมระบบคมนาคมทั่วประเทศ
- รถไฟฟ้า กทม. 20 บาทตลอดสาย ลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้โดยสาร โดยรัฐบาลต้องเข้ามาเจรจากับภาคส่วนต่างๆ เพื่อให้ลดราคาค่าโดยสารรถไฟฟ้าอย่างเร่งด่วน
- ติดตั้งเครื่องปรับอากาศให้รถไฟชั้นสามทุกขบวน ปรับปรุงสภาพภายในเพื่อคุณภาพการเดินทางของผู้ใช้รถไฟชั้นสามทั่วประเทศ
- ยกระดับรถไฟโดยสารทั่วประเทศให้สามารถเป็นการเดินทางแบบไปกลับประจำ (Commute) ได้ พร้อมสร้างระบบ Feeder เชื่อมโยงแต่ละ Hub เช่น เส้นทาง นครราชสีมา-กรุงเทพฯ เพิ่มความเร็วให้ได้เป็น 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
- เร่งการเชื่อมโยงรถไฟขนส่งสินค้า จากลาวเข้าสู่ท่าเรือแหลมฉบัง และสนามบินสุวรรณภูมิเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของระบบขนส่งสินค้าไปยังท่าเรือแหลมฉบังที่กำลังขยายตัวรองรับสินค้า 18 ล้านตู้ต่อปี ขจัดปัญหาคอขวดในกระบวนการกระจายสินค้าเกษตรตลอดโซ่อุปทาน และเพื่อสร้าง Ecosystem ยกระดับไทยเป็น Logistics Hub ของเอเชีย ทั้งทางทะเลและทางอากาศ
- เชื่อมโยงโครงข่ายรถไฟความเร็วสูงทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มปริมาณทั้งด้านการค้าและการท่องเที่ยวกับจีนและประเทศในอาเซียน เส้นทางรถไฟดังกล่าวยังเชื่อมต่อกับเส้นทางสายไหมใหม่ (Silk Road Economic Belt) เพื่อเชื่อมไปเอเชียใต้ ตะวันออกกลาง รัสเซีย และยุโรป
กระทรวงการต่างประเทศ
มี ‘ปานปรีย์ พหิทธานุกร’ จากเพื่อไทย เป็น รัฐมนตรีว่าการ และมี จักรพงษ์ แสงมณี จากพรรคเพื่อไทย นั่งเก้าอี้ รมช.
นโยบายพรรคเพื่อไทย: เรียกคืนเสถียรภาพทางการทูตให้ประเทศไทย
- เดินสายสร้างสัมพันธ์ทั่วโลก เพื่อเปิดประตูโอกาสให้ประเทศไทยมีโอกาสได้เพิ่มพื้นที่ในตลาดโลรวมถึงดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ และการท่องเที่ยวให้เติบโตขึ้นอย่างน้อย 2 เท่า
- สนับสนุนการท่องเที่ยวเมืองรอง กระจายและสร้างแหล่งรายได้ใหม่ให้ทั่วถึงใดระดับท้องถิ่น เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจมหาศาลมาให้กับประชาชน
- สร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศให้เข้มแข็งและหลากหลาย เสริมอิทธิพลหนังสือเดินทางไทย พาคนไทยเดินทางไปได้ทั่วโลกโดยไม่ต้องขอวีซ่า
กระทรวงพาณิชย์
มี ‘ภูมิธรรม เวชยชัย’ จากเพื่อไทย เป็น รัฐมนตรีว่าการ โดยมีมี นภินทร ศรีสรรพางค์ จากภูมิใจไทย และ ไผ่ ลิกค์ จากพลังประชารัฐ ขนาบข้างนั่งเก้าอี้ รมช.
นโยบายพรรคเพื่อไทย: เขตธุรกิจใหม่ (New Business Zone – NBZ)
- สร้างทางเลือกให้เกษตรกรเพื่อผลิตสิ่งที่ตลาดต้องการ เปิดตลาดใหม่เพิ่มโอกาสในการส่งออกสินค้าให้เกษตร
- ใช้นวัตกรรม Blockchain เพื่อประกันราคาสินค้าเกษตรล่วงหน้า สร้างความเป็นธรรมให้เกษตรกรด้วยการให้ราคาผลผลิตที่เกษตรกรควรได้รับ
กระทรวงกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DES)
มี ‘ประเสริฐ จันทรรวงทอง’ จากเพื่อไทย เป็นรัฐมนตรีว่าการ
นโยบายพรรคเพื่อไทย: รัฐบาลดิจิทัลเพื่อประชาชน
- Digital Government เปลี่ยนจากรัฐอุปสรรค เป็น ‘รัฐสนับสนุน’ เพื่อปลดล็อคศักยภาพของประชาชนและผู้ประกอบการให้เป็นฟันเฟืองขับเคลื่นเศรษฐกิจไปด้วยกันและในขณะเดียวกันคือลดช่องทางการคอรัปชั่น
- การสร้าง One Stop Service สำหรับการให้บริการภาครัฐ การขออนุญาติ อนุมัติต่างๆ จะต้องง่ายสะดวกอยู่ในแพลตฟอร์มเดียว
- ลดดุลพินิจเจ้าหน้าที่ สร้างกฏเกณฑ์ชัดเจนโดยใช้ระบบเข้ามาเป็นตัวจดเช่น การใช้ Smart Contract เพื่อลดโอกาสในการคอรัปชั่น
- กำหนดระยะเวลาในการอนุมัติให้แน่นอน เพื่อความสะดวก รวดเร็ว และตัดปัญหาการเตะถ่วงและปิดช่องการเรียกเก็บค่าอนุมัติ
- สนับสนุน Central Bank Digital Currency (CBDC) และเดินหน้าพัฒนาร่วมกันธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อเป็นแพลตฟอร์มเปิดสำหรับทุกคน เพื่อยกระดับระบบการเงินของประเทศเพื่อรองรับเศรษฐกิจดิจิทัล
กระทรวงวัฒนธรรม
มี ‘เสริมศักดิ์ พงษ์พานิช’ จากเพื่อไทย เป็นรัฐมนตรีว่าการ
นโยบายพรรคเพื่อไทย : 1 ครอบครัว 1 ซอฟท์พาวเวอร์ โดย THACCA
- เฟ้นหาศักยภาพของคนไทยทุกครอบครัว อย่างน้อยครอบครัวละ 1 คน เพื่อนำมาส่งเสริมบ่มเพาะศักยภาพ ผ่าน “ศูนย์บ่มเพาะทักษะสร้างสรรค์” ที่จะมีในทุกระดับตั้งแต่ระดับหมู่บ้าน ไปจนถึงระดับประเทศ ให้ทุกคนเข้ามาเรียนรู้เพื่อเพิ่มทักษะสร้างสรรค์ของตัวเองในทุกด้าน เช่น ทำอาหาร ร้องเพลง ออกแบบ ศิลปะ กีฬา และอื่นๆ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เพื่อสร้างแรงงานทักษะสูง 20 ล้านคน ที่มีรายได้อย่างน้อย 200,000 บาทต่อปี
- เรียนฟรี มีทุนให้ เพิ่มทักษะนักออกแบบ ผ่านศูนย์บ่มเพาะของนโยบาย 1 ครอบครัว 1 ซอฟต์พาวเวอร์ (OFOS) ฟรี! รวมถึงสนับสนุนทุนเรียนต่อด้านการออกแบบในต่างประเทศ
- สร้างงาน 20 ล้านตำแหน่ง เพื่อรองรับแรงงานทักษะสูง โดยจะสนับสนุนทุกอุตสาหกรรมซอฟท์พาวเวอร์ ผ่านการปลดปล่อยเสรีภาพ ปลดล็อคกฎหมาย ทลายทุกอุปสรรค สนับสนุนเงินทุน ขยายการส่งออกผ่านนโยบายต่างประเทศ โดยมี “THACCA” (Thailand Creative Content Agency) ที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จและงบประมาณที่เพียงพอทำหน้าที่สร้างระบบนิเวศทั้งหมดเพื่อสร้างอุตสาหกรรมซอฟท์พาวเวอร์ไทยให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด
- ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ขยาย TCDC ครบทุกจังหวัด เพิ่ม Co-Working Space สร้างสิ่งอำนวยความสะดวกครบวงจร เชื่อมโยงสถานที่ท่องเที่ยวด้วยระบบขนส่งมวลชน และลงทุนถนน ราง เรือ ขยายสนามบิน
- ปลดปล่อยเสรีภาพในการแสดงออก เลิกเซนเซอร์ เปิดพื้นที่แสดงออก ไม่ตีกรอบความคิดสร้างสรรค์
- ปรับปรุงกองทุนส่งเสริมศิลปะร่วมสมัย ย้ายกองทุนส่งเสริมศิลปะร่วมสมัยมาอยู่ภายใต้ THACCA และปรับปรุงระเบียบกองทุนเพื่อสนับสนุนศิลปะร่วมสมัยอย่างครอบคลุม รวมถึงสนับสนุนให้ศิลปินไปแสดงงานศิลปะและส่งไปเรียนต่อต่างประเทศ
- ลดภาษีอุปกรณ์ศิลปะ เหลือ 0% ลดภาษีอุปกรณ์ศิลปะจากเดิมที่เก็บอยู่ 10% ให้เหลือ 0% เพื่อให้ศิลปินได้ใช้อุปกรณ์ที่ดีในราคาถูก
- 1 ตำบล 1 ลานสร้างสรรค์ เปิดพื้นที่สร้างสรรค์ให้ศิลปินสามารถแสดงผลงานได้อย่างเต็มที่ในทุกเขตทุกตำบลทั่วประเทศ
- แจกคูปองท่องฝันให้แก่เยาวชนเพื่อนำไปดูงานสร้างสรรค์ได้ทุกสาขา ไม่ใช่เฉพาะศิลปะเท่านั้น แต่รวมถึงไปซื้อหนังสือ ดูคอนเสิร์ต เสพดนตรี และอื่นๆ
- รัฐบาลจะช่วยเอกชนในการส่งออกผลงาน สินค้าออกแบบ และพาไปจัดแสดงงานที่ต่างประเทศ รวมถึงพานักออกแบบไทยไปจดลิขสิทธิ์ที่ต่างประเทศ
- ตั้งร้านเพื่อขายสินค้าไทย โดยเฉพาะสินค้าออกแบบ/แฟชันไทย และสินค้า OTOP ณ ใจกลางมหานครใหญ่ทั่วโลก
กระทรวงการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
มี ‘สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล’ จากเพื่อไทย เป็นรัฐมนตรีว่าการ
นโยบายพรรคเพื่อไทย: Hub of Asia
- รายได้จากการท่องเที่ยวที่พึ่งเริ่มฟื้นตัวหลังการระบาดของ COVID19 จากประมาณ 7 แสนล้านบาท ในปี 2565 เป็น 3 ล้านล้านบาทในปี 2570 เพื่อให้เกิดการกระจายรายได้ไปทุกพื้นที่
- วางตัวให้เป็น Festival Hub of Asia สร้างเทศกาลไทยให้ไปถึงระดับโลก เช่น เทศกาลสงกรานต์เดือนเมษายน เทศกาลลอยกระทงเดือนพฤศจิกายน เทศกาลสินค้าเกษตร เทศกาลแข่งขันมวยไทย และดึงเทศกาลระดับโลกมาจัดในประเทศไทย เช่น เทศกาลดนตรี เทศกาลศิลปะและวัฒนธรรมที่มีชื่อเสียงต่างๆ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวและเม็ดเงินเข้าประเทศในทุกภาคส่วน ในขณะเดียวกันเปิดโอกาสให้คนไทยได้เข้าร่วมกิจกรรมระดับโลก
- เน้นการสร้างประสบการณ์ให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสกับวัฒนธรรมและเสน่ห์ความเป็นไทยให้ได้มากที่สุด
- พัฒนาประเทศไทยให้เป็น Regional transport hub ทั้งในด้านผู้โดยสารและการขนส่งสินค้าทางอากาศ จัดตารางการบินให้มีประสิทธิภาพเชื่อมต่อสายการบินเพื่อให้สายการบินจากทั่วโลกมาต่อเครื่องที่ไทย
- ยกระดับสนามบินนานาชาติให้สามารถรองรับนักท่องเที่ยวจำนวน 120 ล้านคนและปริมาณการขนส่งสินค้า cargo จำนวน 3 ล้านตันภายในปี 2570
- พัฒนาการจัดการอำนวยความสะดวกในทุกๆ ด้าน ลดกระบวนการการตรวจเอกสารให้สะดวกรวดเร็ว เพิ่มความปลอดภัยในการเดินทางเข้าออกที่สนามบินนานาชาติให้มากขึ้นสำหรับทั้งชาวไทยและต่างชาติ คิวไม่ยาว กระเป๋าไม่หาย ไม่โดนแท๊กซี่โกง
- เจรจากับประเทศต่างๆ เพื่อปลดภาระในการขอวีซ่าเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวและยกระดับหนังสือเดินทางไทยให้สามารถเดินทางไปทั่วโลก
- ส่งเสริมการท่องเที่ยวทางด้านการแพทย์และสุขภาพมุ่งทำให้ประเทศไทยเป็น “Wellness Destination” ของเอเชีย เพื่อดึงดูดเม็ดเงินและความรู้ พัฒนาและเพิ่มทรัพยากรทางบุคคลากรทางการแพทย์เพื่อยกระดับระบบสาธารณสุขให้เพียงพอและทันสมัย สนับสนุนอุตสหกรรมอาหารเกษตรเพื่อสุขภาพ สมุนไพรและแพทย์ทางเลือก
- จัดทัวร์นาเมนต์มวยไทยกระจายไปทั่วโลก
- ยกระดับมาตรฐานฟุตบอลไทย พัฒนาลีกเยาวชนและยุวชนทั่วประเทศ พาบอลไทยไปเวทีโลก
- ดึงดูดให้การแข่งขันและการจัดประชุมเสวนากีฬาระดับโลกมาจัดที่ประเทศไทย
- สร้างศูนย์ฝึกกีฬาที่โรงเรียนใกล้บ้านโดยผู้สอนมืออาชีพ และยกระดับสวัสดิการนักกีฬาอาชีพและขยายสู่นักกีฬาสมัครเล่น
- 1 กีฬา 1 รัฐวิสาหกิจพลัส (OSOS) จับคู่รัฐวิสาหกิจที่มีกำไรและหน่วยงานรัฐ-เอกชนมาสนับสนุนสมาคมกีฬา
กระทรวงมหาดไทย
มี ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ จากภูมิใจไทย เป็นรัฐมนตรีว่าการ โดยมี
จักรพงษ์ แสงมณี, เกรียง กัลป์ตินันท์ จากพรรคเพื่อไทย และ ชาดา ไทยเศรษฐ์ จากภูมิใจไทย นั่ง 3 เก้าอี้ รมช.
นโยบายพรรคภูมิใจไทย: ภาษี ‘รักบ้านเกิด’
- กระจายอำนาจให้กับท้องถิ่นให้ท้องถิ่นมีงบประมาณเป็นของตัวเอง ด้วยกรอบคิดที่จะจัดสรรภาษี ‘รักบ้านเกิด’ ให้กับท้องถิ่น นั่นแปลว่า ใครอยู่ที่ไหนก็สามารถกำหนดภาษีของบ้านตัวเองประมาณ 30% หรือประมาณแสนกว่าล้านบาท
กระทรวงแรงงาน
มี ‘พิพัฒน์ รัชกิจประการ’ จากภูมิใจไทย เป็นรัฐมนตรีว่าการ
นโยบายพรรคภูมิใจไทย
- พักหนี้ 3 ปี หยุดต้น ปลอดดอกคนละไม่เกิน 1 ล้านบาท
- หนี้ในระบบที่มีการทำสัญญาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย กับ เจ้าหนี้ที่รัฐบาลรับรองให้ปล่อยเงินกู้ได้
- สร้างงาน 10 ล้านตําแหน่ง เพิ่มอัตราการจ้างงาน สร้างแรงจูงใจ พัฒนาศักยภาพแรงงาน
นโยบายพรรคเพื่อไทยที่ประกาศร่วมกันว่าจะทำ
- ค่าแรงขั้นต่ำ 600 บาท ภายในปี 2570 โดยการสร้างเศรษฐกิจให้เติบโตสูงในระดับที่เพียงพอทำให้นายจ้างสามารถจ่ายค่าจ้างที่สูงได้ ไม่ใช้วงเงินงบประมาณ
- จบปริญญาตรี 25,000 บาท จากการบริหารงบประมาณรัฐให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดขนาดของรัฐราชการ แต่เพิ่มผลิตภาพ สร้างการขยายตัวทางเศรษฐกิจสูง
- สนับสนุนและให้สิทธิประโยชน์การจ้างงานของผู้สูงอายุ วงเงินที่ต้องใช้ดำเนินการ คือ 500 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนและใช้สิทธิประโยชน์การจ้างงานผู้สูงอายุ ยืดอยู่การเกษียณ เพื่อให้ผู้สูงอายุที่มีศักยภาพยังสามารถอยู่ในตลาดแรงงานได้
กระทรวงศึกษาธิการ
มี ‘พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ’ จากภูมิใจไทย เป็นรัฐมนตรีว่าการ และมี สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล จากภูมิใจไทย นั่งเก้าอี้ รมช.
นโยบายพรรคภูมิใจไทย
- เงินกู้ กยศ. ไม่มีดอกเบี้ย ไม่มีเบี้ยปรับ ไม่มีผู้ค้ำประกัน ไม่ฟ้อง ไม่ยึดทรัพย์
ส่วนนโยบายพรรคเพื่อไทยที่เคยหาเสียงไว้ มีดังนี้
- ตั้งกองทุนเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต
- เพิ่มงบอาหารกลางวัน 20% มีรถรับส่ง
- One Tablet per Child และ One Tablet per Teacher พร้อมอินเทอร์เน็ตฟรี
- โรงเรียน 2 ภาษา ทุกท้องถิ่น
- 1 อำเภอ 1 ทุน
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)
มี ‘ศุภมาส อิศรภักดี’ จากภูมิใจไทย เป็นรัฐมนตรีว่าการ โดยนโยบายจากภูมิใจไทยในเรื่องเรื่องดังกล่าว ยังไม่ปรากฏเป็นที่แน่ชัด
ส่วนนโยบายพรรคเพื่อไทยที่เคยหาเสียงไว้ มีดังนี้
- มีศูนย์การเรียนรู้แบบ TCDC และ TK Park ให้ครบทุกจังหวัด
กระทรวงอุตสาหกรรม
มี ‘พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล’ จากรวมไทยสร้างชาติ เป็นรัฐมนตรีว่าการ
นโยบายพรรครวมไทยสร้างชาติ:
- ดันเศรษฐกิจ Zero Carbon กำหนด roadmap ที่ชัดเจนทางด้านคาร์บอน โดยจะทำให้ประเทศเป็น Carbon Neutrality ภายในปี ค.ศ.2050 ผ่านมาตรการขับเคลื่อนพลังงานสะอาดที่จะไม่มีการใช้ถ่านหินภายในปี ค.ศ.2030 โดยในปี ค.ศ.2040 ประเทศไทยจะใช้พลังงานสะอาดถึง 50% เพื่อช่วยดึงดูดให้อุตสาหกรรมต่างๆและบริษัทชั้นนำของโลกเข้ามาลงทุน ทำให้ไทยจะเป็นฐานการผลิตของโลกที่มีอุตสาหกรรมใหม่ ๆ รวมถึงอุตสาหกรรม S-curve ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการส่งเสริมการลงทุนทั่วโลก
- พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัย ตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ EEC และ ระเบียงเศรษฐกิจใหม่ 4 ภาค รวมถึงเป็นศูนย์กลางภูมิภาค ประตูสู่อาเซียนและจีนตอนใต้ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล และสร้างความสัมพันธ์กับประเทศต่าง ๆ
กระทรวงพลังงาน
มี ‘พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค’ จากรวมไทยสร้างชาติ เป็นรัฐมนตรีว่าการ
นโยบายพรรครวมไทยสร้างชาติ:
- ผู้มีรายได้น้อยหรือเกษตรกร ใช้ไฟฟ้าในราคา 3.90 บาทต่อหน่วย
- นำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปแบบเสรีได้ จะทำให้ราคาน้ำมันในประเทศถูกลง
- ส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้านสำหรับผลิตไฟฟ้าใช้เองเพื่อลดค่าใช้จ่าย
- ส่งเสริมโรงไฟฟ้าชีวมวลในชุมชน
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
มี ‘ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า’ จากพลังประชารัฐ เป็นรัฐมนตรีว่าการ และมี ไชยา พรหมา จากพรรคเพื่อไทย และ อนุชา นาคาศัย จากรวมไทยสร้างชาติ นั่งตำแหน่ง รมช.
นโยบายพรรคพลังประชารัฐ
- ให้ทุนการเพาะปลูกของเกษตรกร ซึ่งจะได้รับครัวเรือนละ 30,000 บาท ครอบคลุม 8 ล้านครัวเรือน โดยจะได้รับเงินโอนตรงเข้าบัญชีที่มีอยู่กับธนาคารทันที
- นโยบายปุ๋ยคนละครึ่ง ภาครัฐจะช่วยเหลือค่าปุ๋ย 50%
- เพิ่มเงินช่วยเหลือต้นทุนค่าเก็บเกี่ยวข้าวให้ชาวนา อัตราไร่ละ 2,000 บาท จำนวนไม่เกิน 15 ไร่ เป็นเงิน 30,000 บาทต่อราย
- สนับสนุนเกษตรกรผู้ปลูกข้าว อัตราไร่ละ 1,000 บาท จำนวนไม่เกิน 20 ไร่ เป็นเงิน 20,000 บาทต่อราย
- เติมน้ำในเขื่อนขนาดใหญ่ เพิ่มแหล่งกักเก็บน้ำ แหล่งน้ำสำรอง และแหล่งน้ำทางเลือก แก้ปัญหาน้ำแล้งน้ำท่วมซ้ำซาก
กระทรวงทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
มี ‘พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ’ จากพลังประชารัฐ เป็นรัฐมนตรีว่าการ
นโยบายพรรคพลังประชารัฐ
- เติมน้ำในเขื่อนขนาดใหญ่ เพิ่มแหล่งกักเก็บน้ำ แหล่งน้ำสำรอง และแหล่งน้ำทางเลือก แก้ปัญหาน้ำแล้งน้ำท่วมซ้ำซาก จัดทำผังน้ำชุมชน จัดระเบียบทางน้ำทั่วประเทศ ยกระดับการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ เพื่อสร้างความมั่นคงด้านน้ำพร้อมเผชิญภัยพิบัติจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก
- จัดซื้อที่ดิน เพื่อนำไปแจกจ่ายให้ประชาชน ต่อเนื่องกว่า 5 หมื่นไร่ เพื่อนำไปให้ประชาชนที่ยากจน สำหรับอยู่อาศัยปลูกบ้านกว่า 2 หมื่นหลัง
- คืนที่ทำกินให้ประชาชน โดย เร่งรัดออกเอกสารสิทธิ์ที่ดินทุกประเภท เปลี่ยน ส.ป.ก. เป็นโฉนด จัดที่ดินของรัฐที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ให้คนไร้ที่ทำกินกว่า 2 ล้านราย ยกระดับธนาคารที่ดิน ตั้งศูนย์พิสูจน์และคุ้มครองสิทธิประชาชน รวมถึงชะลอการดำเนินคดีและนิรโทษกรรมความผิดเกี่ยวกับที่ดิน และสังคายนากฎหมายที่ดินทั้งระบบ เพื่อใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างคุ้มค่าสูงสุดรองรับการพัฒนาประเทศ และคืนความยุติธรรมให้กับประชาชนอย่างเท่าเทียม
นโยบายพรรคเพื่อไทยที่แถลงร่วมกันตอนจัดตั้งรัฐบาล ว่าจะทำด้วยกัน
- ออกโฉนด ให้กับประชาชน 50 ล้านไร่ โดยแปลงที่ดินที่มีความขัดแย้งไปเป็นพื้นที่ วนเกษตร ต้นไม้ทุกต้นมีราคา
- ดินที่เป็นโฉนดจะถูกใช้เป็นพื้นที่สีเขียว เพื่อแก้ปัญหาโลกร้อน นำสู่สภาวะเป็นกลางทางคาร์บอน และสร้างรายได้จากคาร์บอนเครดิต
- ยุติความขัดแย้ง กับราษฎรรายเล็กรายน้อย ที่ถูกกล่าวหา เรื่องที่ดินที่อยู่อาศัย และที่ดินทำกิน เพื่อนำมาซึ่งความร่วมมือของราษฎร กับภาครัฐ
- เร่งรัดการการพิสูจน์สิทธิ์ เพื่อให้ได้มาซึ่งโฉนด อย่างถูกต้องและเป็นธรรม ด้วยการใช้หลักฐานภาพถ่ายจากดาวเทียม และหรือหลักฐานอื่นซึ่งเป็นที่ยอมรับของผู้เกี่ยวข้อ
- นำที่ดินที่รัฐไม่ได้ใช้ประโยชน์เพิ่มผลประโยชน์ให้พี่น้องประชาชนด้วยการจัดที่ดินทำกินอันจะก่อประโยชน์ต่อทั้งเศรษฐกิจ และความสมดุลของระบบนิเวศเพิ่มปริมาณและคุณภาพของพื้นที่สีเขียวให้มีความอุดมสมบูรณ์และเพียงพอต่อความปลอดภัยทางด้านภูมิอากาศและความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน
กระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์
มี ‘วราวุธ ศิลปอาชา’ จากชาติไทยพัฒนา เป็นรัฐมนตรีว่าการ
นโยบายพรรคชาติไทยพัฒนา
- สร้างงาน สร้างรายได้ให้ผู้สูงอายุ
- เบี้ยคนพิการ 3,000 บาทต่อเดือน
กระทรวงยุติธรรม
มี ‘พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง’ จากพรรคประชาชาติ เป็นรัฐมนตรีว่าการ
นโยบายพรรคประชาชาติ
- ปฏิรูปกฎหมาย กระบวนการยุติธรรม ระบบงบประมาณ และภาษีอากรให้เกิดความเป้นธรรม
- ขจัดปัญหาทุจริต แก้ปัญหายาเสพติด
- แก้ปัญหาวิกฤติความขัดแย้งให้เกิดความสมานฉันท์ปรองดองของคนในชาติ และปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้