ขณะที่การระบาดของโควิดระลอกใหม่และสายพันธุ์ใหม่พาประเทศไทยเข้าสู่ภาวะชะงักงันในเชิงเศรษฐกิจอีกครั้ง นักวิเคราะห์บางส่วนออกมาประเมินว่าตัวเลขความเสียหายแม้จะน้อยกว่าการล็อกดาวน์ใหญ่ครั้งปี 2563 แต่ก็คิดเป็นเงิน 3,500-4,500 ล้านบาทต่อวัน
ซ้ำร้าย ตัวเลขผู้ติดเชื้อที่เพิ่มสูงขึ้นจนส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปถึงกลุ่มผู้ป่วยอาการปานกลางถึงหนัก ลงท้ายด้วยการสูญเสียชีวิตคนไทยในอัตราที่ไม่เคยมีมาก่อนตลอดการระบาดของโควิด-19 ที่ผ่านมา
ในรายการออนไลน์ที่ Tony Woodsome หรือ ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มาออกเป็นประจำกับกลุ่ม CARE คิด เคลื่อน ไทย ในวันที่ 13 ก.ค.เริ่มเปิดประเด็นด้วยวาทะล็อกดาวน์ครั้งนี้ “เจ็บแต่ไม่จบ” เพราะรัฐบาลไทยยังขาดนโยบายวัคซีนต้านโควิด-19 อย่างเป็นรูปธรรม
“วัคซีนเป็นเรื่องที่ต้องรีบ แต่ตอนนี้บ้านเราเป็นวัคซีนแบบกระวีกระวาด”
Tony เปิดประเด็นด้วยเรื่องแผนการฉีดวัคซีนด้วยเชื้อต่างประเภท ต่างยี่ห้อที่ยังไม่มีงานวิจัยรับรองอย่างชัดเจน อีกทั้งฝั่งองค์การอนามัยโลก (WHO) ยังออกมาเตือนถึงความเสี่ยงของการฉีดวัคซีนคนละประเภทโดยที่ยังไม่มีการศึกษาเพียงพอ
"ทุกวันนี้ประเทศไทยทดลองแล้วหรือยัง มีข้อมูลมากเพียงพอไหม อย่าเอาประชาชนมาเป็นหนูทดลอง ขอให้รอบคอบ ผมไม่ได้บอกว่าไม่ดีแต่ขอให้ไปศึกษาดูก่อน"
อีกหนึ่งมิติสำคัญคือแผนการบริหารจัดการวัคซีนที่ชัดเจนซึ่งรัฐบาลยังไม่มีมาเปิดเผยให้กับสังคม โดย ดร.ทักษิณ ย้ำว่า อย่างน้อยที่สุด รัฐบาลต้องตอบให้ได้ว่าสรุปแล้ววัคซีนที่ประเทศไทยจะใช้ มียี่ห้ออะไรบ้างในภาวะปัจจุบันและเพื่อเตรียมพร้อมในอนาคต จะมีการกระจายความเสี่ยงหรือไม่ หรือยังจะยืนยันว่าจะใช้แค่ซิโนแวคและแอสตร้าเซนเนก้าเท่านั้น
อีกอย่างที่ ดร.ทักษิณ แนะนำคือการติดต่อเจรจากับบริษัทผู้ผลิตวัคซีนรายใหญ่ของโลกที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพ อาทิ ไฟเซอร์ ว่าต้องลดขั้นตอนตามระบบของข้าราชการไทยในปัจจุบันออกไปให้เหมาะสมกับการเจรจาในภาวะฉุกเฉิน
“ไม่ง้อสินค้าดีๆ ก็ได้สินค้าห่วยๆ เป็นเรื่องธรรมดา”
หากว่าสามารถติดต่อสั่งซื้อได้แล้ว แต่ยังต้องใช้ระยะเวลาสักพักในการส่งมายังประเทศไทย ดร.ทักษิณ แนะนำว่า ให้ลองส่งทูตเจรจาคุยกับประเทศที่มีวัคซีนเหลือ เช่น กรณีที่เกาหลีใต้ขอยืมวัคซีนไฟเซอร์จากอิสราเอล เป็นต้น
โดยตอกย้ำว่า ศิลปะการเจรจาข้างต้นเป็นหนึ่งในสิ่งที่ผู้นำของประเทศต้องทำ และหากตนดำรงตำแหน่งนายกฯ จะขวนขวายให้ได้มาซึ่งวัคซีนอย่างรวดเร็ว ซึ่งประจวบเหมาะกับว่าปัจจุบัน ประเทศไทยอยู่ภายใต้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ซึ่งนายกรัฐมนตรีมีอำนาจมากมายในการบริหารประเทศอย่างรวดเร็ว แต่กลับไม่มีประสิทธิภาพเต็มที่
นอกจากนี้อดีตนายกรัฐมนตรียังแนะถึงแนวทางการจัดหารวัคซีนทางเลือกในระยะยาวต่อจากนี้อย่าง 'โนวาแวกซ์' ซึ่งไทยควรพิจาณาเข้าไปติดต่อเจรจาซื้อขายล่วงหน้า
“อย่าเกรงใจกันเอง วันนี้ต้องเกรงใจประชาชน เพราะพวกเขากำลังตานผ่อนส่ง”
สำหรับผู้เสียสละซึ่งทำหน้าที่เป็นปราการด่านหน้าของสังคมไทยอย่างบุคลากรทางการแพทย์ ดร.ทักษิณ ย้ำว่าต้องมอบทรัพยากรที่ดีที่สุดในกับพวกเขา ทั้งวัคซีนที่ดีอย่างไฟเซอร์ รวมไปถึงผลิตภัณฑ์เสริมภูมิคุ้มกันทำให้ร่างกายแข็งแรงอื่นๆ ไปจนถึงเบี้ยเลี้ยงและค่าตอบแทนเช่นเดียวกัน
"กู้เงินมา เอามาใช้เพื่อโควิด จะไปหวงทำไม ใจถึงๆ หน่อย"
ในมิตินี้ น.พ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี อดีตรองนายกรัฐมนตรี เสริมว่าหากมองระบบสาธารณสุขอาจแบ่งได้เป็นสองกลุ่มใหญ่ คือกลุ่มต่างจังหวัดที่ยังถือว่าอยู่ในสถานการณ์ที่ควบคุมได้ กับฝั่งกรุงเทพและปริมณฑลที่มีปัญหาอย่างหนัก ซึ่ง ดร.ทักษิณ มองว่า การเยียวยาที่นายกรัฐมนตรีเพิ่งลงมติออกมาในวันนี้ก็นับว่าดี แต่ยังทำได้ดีกว่านี้ให้ครบทุกมิติ
โดย ดร.ทักษิณ ยกประเด็นว่า เหตุใดสินค้าจำเป็นที่เกี่ยวข้องกับโควิด-19 ถึงแพงไปทั้งหมด ทั้งชุดตรวจการติดเชื้อไปจนถึงวัคซีนต้านโควิด-19 จากเอกชน ที่นับว่าแพงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกมาก
"บ้านเราเรื่องโควิดทำไมมันแพงทุกอย่าง rapid test แพง วัคซีนก็ยังแพง เราเป็นประเทศกำลังพัฒนานะครับ"
ดร.ทักษิณ ย้ำว่า ปัจจุบันนี้คนตายมีสองฝ่ายคือตายจากโควิด-19 และตายจากพิษเศรษฐกิจขณะที่การเยียวยาก็ไม่ทั่วถึง ราคาสิค้าที่จำเป็นกับโควิด-19 ก็ยังแพงอีก "มาตรการเยียวยาที่ออกมา ขอให้เป็นธรรมทั่วถึงหน่อย"
ถ้ารัฐบาลยังปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป จะมีปัญหาในเชิงโครงสร้างฐานลึก เพราะ "วันนี้สภาพของคนไทยหลายส่วนไม่เหมือนมนุษย์แล้ว" จากปัญหาเศรษฐกิจ
วันนี้ต้องเข้าใจก่อนว่าประเทศพัฒนาแล้วกับประเทศกำลังพัฒนามันเลียนแบบกันไม่ได้ เพราะเราไม่มีเงินมากเพียงพอในการอุดหนุนกิจการภายใน ประเทศไทยไม่ได้อยู่ในสภาวะที่สามารถปิดเศรษฐกิจได้เป็นระยะเวลานาน
ถ้าเรายังจะเลียนแบบประเทศที่มีเงิน แต่เรากลับเยียวยาไม่เต็มที่ "มันเหมือนเราเห็นชีวิตคนไม่เป็นคน"
อดีตนายกรัฐมนตรีแนะนำว่า หากจะเริ่มแก้ปัญหาวิกฤตสาธารณสุขในปัจจุบันให้เริ่มจากการยุบ ศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ ศบค.ออกไป แล้วส่งหน้าที่ให้กับกระทรวงสาธารณสุขพร้อมด้วยนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ดูแลโดยตรง
"วันนี้ถ้า(หน่วยงานบริหารจัดการ)ไม่ได้เรื่องแล้วไม่ปรับออก ก็แปลว่านายกฯ ไม่ได้เรื่อง"