ไม่พบผลการค้นหา
ภาคเอกชน ยังจับตาใกล้ชิดเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ มองนโยบาย ‘โจ ไบเดน’ ส่งผลดีกับการค้าของไทยมากกว่า ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ ยังคงเศรษฐกิจไทยปีนี้ ติดลบ 9-7%

กลินท์ สารสิน ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดเผยว่า ภาคเอกชนยังคงจับตาผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด เนื่องจากส่งผลต่อนโยบายการค้าและการลงทุนที่เปลี่ยนไปซึ่งมีผลทั้งบวกและลบ 

โดย กกร. ประเมินว่า หาก ‘โจ ไบเดน’ จากพรรคเดโมแครต ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ และพรรคเดโมแครตสามารถครองเสียงข้างมากทั้งในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา อาจจะส่งผลให้นโยบายการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐฯกับคู่ค้ามีแนวโน้มกลับมาผ่อนคลายมากขึ้น จะส่งผลดีต่อการค้าโลกรวมถึงการส่งออกของไทย

แต่หาก ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ ชนะการเลือกตั้งประธานธิบดีสหรัฐฯ คาดว่าจะยังคงดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้าต่อเนื่อง และยังคงมาตรการตัดสิทธิ GSP ของไทย ส่วนประเด็นทางด้านการลงทุน กกร. มองว่า ภูมิภาคอาเซียนยังเป็นที่สนใจของนักลงทุนต่างชาติ เนื่องจากขณะนี้ภูมิภาคอาเซียนมีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก 

อย่างไรก็ตาม ภาครัฐจะต้องดูแลค่าเงินบาทไม่ให้แข็งค่าจนเกินไป เนื่องจากกรณีที่ไทยถูกตัดสิทธิ GSP ซึ่งจะทำให้ต้นทุนสินค้าของไทยแพงขึ้น 3-4% หากค่าเงินบาทอยู่ในระดับที่เหมาะสมจะช่วยแบ่งเบาอัตราภาษี่จะเพิ่มขึ้นได้

ขณะที่การประชุม กกร. วันนี้ (4 พ.ย. 2563) ได้หารือร่วมกันถึงภาพรวมเศรษฐกิจไทย โดยยังคงคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2563 อยู่ในกรอบติดลบ 9-7% และการส่งออกติดลบ 10-8% ส่วนอัตราเงินเฟ้ออยู่ในกรอบลบ 1.5-1% แต่เริ่มเห็นสัญญาณว่าเศรษฐกิจไทยปรับตัวดีขึ้นทั้งภาคเกษตรและอุตสาหกรรม