ไม่พบผลการค้นหา
‘สมศักดิ์’ ยัน ’แพทองธาร’ ลงพื้นที่ไม่ใช่การปูทางเป็นนายกฯ มอง ’เศรษฐา‘ ทำงานดีอยู่แล้ว ย้ำ ลงพื้นที่ในฐานะหัวหน้าพรรค พท. และรองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ เพื่อรับฟังข้อมูลจากประชาชน ระบุไม่จำเป็นมีรองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง เผยงานชายแดนใต้ประสานงานไม่มีปัญหาอะไร

วันที่ 21 พ.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สมศักดิ์ เทพสุทิน รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการเดินทางไปลงพื้นที่ภาคเหนือของ แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย โดยถูกมองว่า จะเป็นการรวมบ้านใหญ่หรือไม่ 

โดย สมศักดิ์ มองว่า คนที่จะเป็นหัวหน้าพรรคจะต้องลงพื้นที่อยู่แล้ว แต่การลงพื้นที่ภาคเหนือนั้นลงพื้นที่แค่ จังหวัดน่าน กับ พิษณุโลก ส่วนภาคอื่นๆ เคยลงพื้นที่ตอนหาเสียงไปแล้ว อีกทั้ง ในจังหวัดต่างๆ ก็มีการเปิดสาขาพรรค จึงเป็นเรื่องที่หัวหน้าพรรคเพื่อไทยต้องรับผิดชอบ 

ขณะเดียวกัน แพทองธาร ก็เป็นรองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ จึงต้องรับฟังข้อมูลจากประชาชนว่า แต่ละภาคประกอบอาชีพอะไร ซึ่งการสร้างงาน สร้างอาชีพ เป็นนโยบายของพรรคเพื่อไทยอยู่แล้ว เราจึงต้องร่วมกันเดิน ฉะนั้นยืนยันว่าการลงพื้นที่เป็นเพียงการสร้างงานเท่านั้น

ส่วนจะถือเป็นการปูทางเพื่อรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในอนาคตหรือไม่นั้น สมศักดิ์ ยืนยันว่า ไม่ใช่ ยังมีเวลาอีกพอสมควร เพราะตอนนี้ เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ทำงานดีอยู่แล้ว จะต้องทำงานต่อไปยาวๆ ไม่ใช่จะออกพรุ่งนี้วันนี้ จึงขอให้เขียนข่าวอย่างสร้างสรรค์

ส่วนเรื่องของรองนายกรัฐมนครีฝ่ายความมั่นคงที่ยังไม่มีความชัดเจนว่าบุคคลใดจะเข้ามาดูแล สมศักดิ์ มองว่า เรื่องนี้ตนยังไม่เคยเห็น ว่าจะต้องมีรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคง แต่ในเรื่องของจังหวัดชายแดนภาคใต้ การทำงานก็ต้องประสานกับรองนายกรัฐมนตรีอยู่แล้วการทำงานจึงไม่น่ามีปัญหาอะไร เพราะการพูดคุยอยู่ในกรอบของรัฐบาลเดิม แต่ยังไม่สำเร็จ จะต้องเห็นแนวทางที่ดีในการแก้ไขปัญหาทั้งหมด ย้ำว่า “ในการแก้ไขปัญหาทั้งหมด หากพูดคุยก็จะแก้ไขได้ ถูกต้องถูกใจทุกฝ่าย”

นอกจากนี้ สมศักดิ์ ยังระบุว่า ตนรับผิดชอบในเรื่องของพ.ร.ก.ของอำเภอต่างๆ ซึ่งยังเหลืออีกไม่กี่อำเภอ จึงเชื่อว่าอีกไม่นานเราจะได้ทราบว่าต้องปลดล็อคอะไรบ้าง พร้อมยืนยันว่าเรื่องนี้จะต้องมีการพูดคุยกันทั้งหมดจะได้มีความชัดเจน ซึ่งตนมั่นใจว่าแนวทางที่ศึกษามาจะทำให้เห็นภาพนำไปสู่เป้าหมายของเสรีภาพได้

ทั้งนี้ ในวันที่ 27 พ.ย. นายกรัฐมนตรีจะเดินทางไปภาคใต้ และบริเวณชายแดน เพื่อไปสานสัมพันธ์เรื่องการเมืองกับมาเลเซีย จึงสะท้อนให้เห็นว่า ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้อย่างจริงจัง ฉะนั้นจึงพิสูจน์ว่าการทำงานของรัฐบาลไม่เคยมีอุปสรรค แต่การเป็นประชาธิปไตย ต้องไม่สร้างความขัดแย้ง แนวทางของเรามาจากการเลือกตั้ง ตนจะไม่ยอมให้ใครที่ทำไม่ดีกับประเทศ ซึ่งการจะทำให้ประเทศปลอดภัยจะต้องพูดคุยทุกฝ่าย และใช้เวลาอีกนิดในการทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน