พงศ์ศรัณย์ อัศวชัยโสภณ อดีตรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง ถอดรหัสคำตัดสินศาลสูงสหรัฐฯ และก้าวต่อไปของยุทธศาสตร์การค้าไทย โดยระบุผ่านสื่อโซเชียลมีเดียวันนี้ (21 กุมภาพันธ์ 2569) ว่า
เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ศาลสูงสหรัฐฯ มีมติ 6-3 วินิจฉัยว่าการใช้อำนาจตามกฎหมายฉุกเฉิน IEEPA เพื่อจัดเก็บภาษีนำเข้าแบบครอบจักรวาลของประธานาธิบดีสหรัฐฯ นั้น เป็นการกระทำที่เกินขอบเขตอำนาจในเชิงนิติศาสตร์ คำตัดสินนี้ทำให้มาตรการภาษีดังกล่าวสิ้นผลทางกฎหมายทันที หลายคนอาจมองว่าเป็นชัยชนะและเริ่มเบาใจ แต่การเจรจาระหว่างประเทศ นี่ไม่ใช่การยุติสงครามการค้า มันเป็นเพียงการ “เปลี่ยนฐานอ้างอิงทางกฎหมาย” ของสหรัฐฯ เท่านั้น
เป้าหมายสูงสุดในการลดการขาดดุลการค้า (Trade Deficit) ยังคงเป็นวาระแห่งชาติของสหรัฐฯ ที่ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง เมื่อเครื่องมือชิ้นหนึ่งถูกศาลสั่งห้าม ฝ่ายบริหารของสหรัฐฯ ก็ยังมีกลไกทางกฎหมายอื่นที่สามารถนำมาใช้แทนที่ IEEPA ได้ทันที ได้แก่:
• Section 122 (Trade Act of 1974): ให้อำนาจประธานาธิบดีจัดเก็บภาษีนำเข้าชั่วคราวได้ทันที หากดุลการชำระเงินของประเทศอยู่ในภาวะวิกฤต โดยมีกรอบระยะเวลาบังคับใช้สูงสุด “150 วัน”
• Section 232 (Trade Expansion Act of 1962): การใช้มาตรการภาษีโดยอ้างอิงเหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติ
• Section 301 (Trade Act of 1974): การตอบโต้ประเทศคู่ค้าที่มีพฤติกรรมการค้าที่ไม่เป็นธรรม
แต่กฎหมายที่ “พร้อมใช้” ที่สุดในเวลานี้คือ Section 122 ซึ่งให้อำนาจประธานาธิบดีสั่งจัดเก็บภาษีนำเข้าฉุกเฉินเพื่อแก้ปัญหาขาดดุลได้ทันที
เงื่อนไขสำคัญคือ กฎหมายนี้มีอายุบังคับใช้สูงสุดเพียง “150 วัน”
ตัวเลข 150 วันนี้ จึงไม่ใช่แค่ข้อจำกัดทางกฎหมายของอเมริกา แต่คือ “หน้าต่างเชิงยุทธศาสตร์” (Strategic Window) ที่บีบให้ประเทศไทยและคู่ค้าทั่วโลกต้องเร่งเตรียมตัว ก่อนที่มาตรการที่ถาวรและรุนแรงกว่าจะถูกนำมาใช้ ในช่วงที่ผ่านมา ไทยได้ออกแบบข้อเสนอที่ยึดหลักผลประโยชน์ร่วม (Win-Win) ภายใต้กรอบ U.S.–Thailand Strategic Economic Partnership โดยมีหัวใจสำคัญ 3 ประการ:
1.ปรับสมดุลการค้าเชิงกลยุทธ์ แนวคิดคือการปรับสมดุลการค้าด้วยการจับคู่ “สิ่งที่สหรัฐฯ อยากขาย” เข้ากับ “สิ่งที่ประเทศไทยจำเป็นต้องใช้อยู่แล้ว” การนำเข้าสินค้าเชิงยุทธศาสตร์ที่ตอบโจทย์การพัฒนาประเทศในระยะยาว ทั้งในกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงาน การบิน สินค้าเกษตร และยุทโธปกรณ์ กลยุทธ์นี้จะช่วยลดยอดขาดดุลในสายตาสหรัฐฯ ให้อยู่ในระดับที่สมเหตุสมผล และเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย
2.การเปิดตลาดแบบต่างตอบแทน (Reciprocal Tariff Elimination) แนวทางคือการปรับลดภาษีศุลกากรนำเข้าในกลุ่มสินค้าหลักจากสหรัฐฯ ตอกย้ำว่าประเทศไทยพร้อมแข่งขันบนกติกาที่เท่าเทียม ควบคู่กับการกำหนดกรอบระยะเวลาการเปิดตลาดเพื่อให้ผู้ประกอบการและเกษตรกรไทยมีเวลาปรับตัวอย่างเป็นระบบ
3.พลิกแรงกดดันเป็นการปฏิรูปโครงสร้างภายใน (Internal Reform) นี่คือหัวใจที่สำคัญที่สุด ใช้เวทีการเจรจาเป็นแรงผลักดันให้เกิดการ “ยกระดับ” กฎกติกาภายในประเทศ ไม่ว่าจะเป็น
• การบังคับใช้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา (IPR) ที่เข้มแข็งขึ้น
• การวางนโยบายการค้าดิจิทัล (Digital Trade) ที่ทันสมัย
• การยกระดับความโปร่งใสของระบบศุลกากร
• การสกัดกั้นการสวมสิทธิสินค้า (Anti-circumvention)
การปฏิรูปเหล่านี้ไม่ใช่การยอมทำตามแรงกดดันภายนอกแต่คือการสร้างภูมิคุ้มกันเชิงโครงสร้างให้เศรษฐกิจไทยในระยะยาวและทำให้สินค้า “Made in Thailand” มีมาตรฐานที่ตรวจสอบได้ในเวทีโลก
บทสรุป:
150 วัน กับวาระแห่งชาติของรัฐบาลใหม่ คำตัดสินของศาลสูงสหรัฐฯ ไม่ใช่ฉากจบ แต่คือการ “ซื้อเวลา” ให้ประเทศคู่ค้าได้ตั้งหลัก นาฬิกา 150 วัน ได้เริ่มนับถอยหลังแล้วการเจรจาการค้ายุคใหม่ที่มีมิติภูมิรัฐศาสตร์เข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่สามารถปล่อยให้เป็นภารกิจของกระทรวงใดกระทรวงหนึ่งอีกต่อไป
สิ่งที่จำเป็นคือการยกระดับประเด็นนี้ให้เป็น “วาระแห่งชาติ” รัฐบาลใหม่ควรออกแบบโครงสร้างการทำงานแบบบูรณาการ มีศูนย์กลางการตัดสินใจที่ชัดเจน เชื่อมโยงมิติด้านเศรษฐกิจ การค้า พลังงาน ดิจิทัล และความมั่นคงเข้าด้วยกัน พร้อมทั้งสร้างกลไกสื่อสารกับภาคเอกชนและภาคการผลิตอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การเจรจาภายนอกสอดคล้องกับการปรับตัวภายในประเทศ
150 วันนับจากนี้ คือนาฬิกาทรายที่ถูกพลิกกลับ มันไม่ใช่เวลาสำหรับการฉลองชัยชนะ แต่เป็นเวลาสำหรับการกางใบเรือรับลมพายุลูกใหม่ ช่วงเวลานี้แหละครับ ที่จะตัดสินว่าประเทศไทยจะยอมเป็นแค่ "ข้อต่อที่รอวันถูกแทนที่" ในยามวิกฤต หรือจะก้าวขึ้นมาเป็น "จิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญ" ที่เป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์และอเมริกาขาดไม่ได้ในห่วงโซ่อุปทานโลก
โลกเดินหน้าเร็วกว่าที่เราคิดเสมอครับ...
โพสต์ ต่อไปผมจะเล่าให้ฟังถึงความสำคัญของผลลัพธ์ในการเจรจาการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐครับ
กล่าวโดยสรุปของสิ่งที่ผมอยากจะสื่อสารคือ "เครื่องมือทางกฎหมายอาจเปลี่ยนไป แต่เป้าหมายการขึ้นภาษีของสหรัฐฯ ยังเหมือนเดิม คือ 'ลดขาดดุลการค้า' หัวใจสำคัญคือเราต้องเข้าใจความต้องการของคู่เจรจา ถ้าไทยยึดกรอบหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจที่ได้ประโยชน์ร่วมกัน วิกฤตนี้คือโอกาสสำคัญของเราครับ"