PwC บริษัทที่ปรึกษาและให้บริการตรวจสอบบัญระดับโลกเปิดเผยกับสำนักข่าวรอยเตอร์สว่า บริษัทจะอนุญาตให้พนักงานตำแหน่งบริการลูกค้าจำนวน 40,000 ในประเทศสหรัฐอเมริกาทำงานแบบเต็มเวลาจากที่ไหนก็ได้โดยไม่จำเป็นต้องเข้าบริษัทอีกต่อไป
ก่อนหน้านี้บริษัทบัญชีขนาดใหญ่อย่าง Deloitte และ KPMG ก็ให้ทางเลือกพนักงานในการทำงานจากบ้านในช่วงโควิด-19 การตัดสินใจครั้งนี้ทำให้ PwC เป็นบริษัทขนาดใหญ่แห่งแรกที่ยอมรับการทำงานทางไกลแบบถาวร นอกจากพนักงานตำแหน่งให้บริการลูกค้าแล้ว พนักงานฝ่ายบุคคล (HR) และฝ่ายกฎหมายก็มีทางเลือกที่จะทำงานจากบ้านได้เช่นกัน
ทำงานที่ไหนก็ได้ แต่รายได้อาจน้อยลง
โยลันดา ซีลส์-คอฟฟิลด์ รองหัวหน้าฝ่ายบุคคลของบริษัท PwC อธิบายเพิ่มเติมว่า พนักงานที่เลือกทำงานแบบทางไกลอาจจะต้องเข้าบริษัทอย่างมากแค่ 3 วันต่อเดือน หากมีการประชุมสำคัญของทีม มีนัดพบลูกค้า หรือกรณีมีการจัดการเรียนรู้เพิ่มเติมให้พนักงาน
“เราได้เรียนรู้มากมายจากการแพร่ระบาดใหญ่ครั้งนี้ เมื่อเราคิดถึงวิวัฒนาการของความยืดหยุ่นในการทำงาน การทำงานจากที่ไหนก็ได้ คือขั้นต่อไป”
อย่างไรก็ตาม สถานที่ในการทำงานส่งผลต่อเงินที่พนักงานจะได้รับ พนักงานที่เลือกทำงานเต็มเวลาจาก “สถานที่ที่มีต้นทุนต่ำกว่า” จะได้รับค่าจ้างลดลง กรณีเดียวกันนี้เป็นวิธีการกำหนดค่าจ้างที่บางบริษัทอย่าง Alphabet Inc. ก็กำลังใช้อยู่เช่นกัน โดยพนักงานที่เลือกทำงานจากบ้านอย่างถาวรจะได้รับเงินค่าจ้างน้อยลง
ปรับการทำงานให้ยืดหยุ่นช่วยลดต้นทุนของบริษัท?
รายงาน ‘เทรนด์ธุรกิจโลกหลังยุคโควิดในมุมมองของผู้บริหาร’ โดยบริษัท PwC ประเทศไทย นำเสนอผลสำรวจมุมมองของผู้บริหารระดับโลกต่อแนวโน้มการเติบโตขององค์กรและแผนการฟื้นฟูธุรกิจหลังวิกฤตโควิด โดยผู้ตอบคำถามเป็นผู้บริหารระดับสูงจากบริษัทชั้นนำทั่วโลกกว่า 250 คน ครอบคลุม 11 กลุ่มอุตสาหกรรม โดย 93% ของผู้บริหารที่ถูกสำรวจมาจากบริษัทที่มีรายได้มากกว่าหนึ่งพันล้านดอลลาร์สหรัฐขึ้นไป
ผลการสำรวจข้อหนึ่งพบว่า การสร้างสมดุลระหว่างการลดต้นทุนและการบริหารทรัพยากรบุคคล เป็นสิ่งที่ผู้บริหารให้ความสำคัญ
11% วางแผนที่จะลดต้นทุนในฝ่ายงานต่างๆ ภายในองค์กร ไม่ว่าจะเป็น ฝ่ายวิจัยและพัฒนา ฝ่ายการตลาด และฝ่ายทรัพยากรบุคคล
37% คาดว่าองค์กรของตนจะมีแรงงานลดลงอย่างถาวรในอีก 12 เดือนข้างหน้า
41% ขององค์กรที่คาดการณ์รายได้เชิงบวก คาดว่าธุรกิจจะสามารถเติบโตได้ในขณะที่มีการลดจำนวนพนักงาน
96% กำลังพิจารณาการเปลี่ยนแรงงานสู่ดิจิทัล นำระบบอัตโนมัติมาใช้กับสถานที่ทำงานในอนาคต (Office of The Future) เพื่อพัฒนารูปแบบการทำงานที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้น และไม่จำเป็นต้องจ้างพนักงานประจำมากเท่าเดิม เพื่อที่จะช่วยลดต้นทุนในการบริหารทรัพยากรขององค์กร
อย่างไรก็ตามหลายองค์กรเชื่อว่า บุคลากรยังคงเป็นหัวใจสำคัญ และการเพิ่มทักษะด้านดิจิทัลให้กับพนักงานเป็นสิ่งที่จำเป็น เพราะจะทำให้ทั้งพนักงานและบริษัทรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคตต่อไปได้
ไม่ใช่ทุกคนที่ชอบและได้ประโยชน์จาก WFH
การประชุมออนไลน์ การพูดคุยที่ใช้เวลานาน เส้นแบ่งระหว่างงานและชีวิตส่วนตัวไม่ชัดเจน เป็นส่วนหนึ่งที่ดับฝันการทำงานจากบ้านที่หลายคนเคยวาดไว้ในช่วงแรกที่ไวรัสแพร่ระบาด
แม้คนจำนวนหนึ่งจะชอบการทำงานจากบ้าน แต่ผลสำรวจของบริษัท Martec Group จากผู้ตอบคำถามจำนวน 1,214 คน ที่ทำงานอยู่ในหลากหลายอุตสาหกรรม พบว่า การทำงานจากบ้านส่งผลต่อสุขภาพจิตของพนักงานในทุกอุตสาหกรรม ทุกตำแหน่ง และทุกกลุ่มประชากร นอกจากนี้ ความพึงพอใจในงาน แรงจูงใจในการทำงาน และความพึงพอใจของบริษัทก็ได้รับผลกระทบในทางลบเช่นกัน ผลการสำรวจในครั้งนี้ยังพบว่า พนักงานส่วนใหญ่ไม่ชอบทำงานจากที่บ้าน
นอกจากนี้ยังมีปัญหาความอึดอัดและความกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัวที่เกิดจากการที่หัวหน้าพยายามดูแลหรือตรวจสอบการทำงานของพนักงานที่ทำงานจากบ้าน ผู้เชี่ยวชาญจำนวนหนึ่งสะท้อนว่า ผู้หญิงต้องเผชิญกับผลกระทบจากการทำงานทางไกล เพราะการอยู่บ้านทำให้มีโอกาสมีภาระงานบ้านมากขึ้น
อีกประเด็นสำคัญที่ควรถูกพูดถึงเมื่อคุยกันเรื่องลักษณะการทำงานในอนาคต คือการที่แต่ละประเทศอาจจะต้องมีกฎหมายรับรองการทำงานทางไกล เพื่อให้มั่นใจว่าทุกคนจะสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตและสามารถ Work From Home ได้อย่างเท่าเทียมกันและเป็นธรรม อย่างไรก็ตามในบริบทของประเทศสหรัฐอเมริกา ผลการสำรวจพบว่ามีเพียงแค่ 10% ของลักษณะงานเท่านั้นที่สามารถทำงานจากบ้านได้
ที่มา:
https://www.pwc.com/th/en/pwc-thailand-blogs/blog-20210927.html
https://www.theregreview.org/2021/08/07/saturday-seminar-future-working-from-home/