ไม่พบผลการค้นหา
ร้อยเอกหญิง ดร.ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ไขข้อสงสัยการใช้อำนาจตามกฎอัยการศึก ย้ำการวิพากษ์วิจารณ์ควรตั้งอยู่บนข้อมูลที่ครบถ้วน

ร้อยเอกหญิง ดร.ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย วันที่ 25 กรกฎาคม 2569 หลังหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส ได้ออกคำสั่งที่ 131 / 2569 ลงนามโดย พลตรี ยอดอาวุธ พึ่งพักตร์ ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2569 อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ. 2457 (มาตรา 6, 8, 9, 11 และ 15 ทวิ) บังคับใช้มาตรการทางยุทธการและการรักษาความสงบเรียบร้อยระดับเข้มข้นทั่วทั้งจังหวัดนราธิวาส ให้เจ้าหน้าที่ทหารและพลเรือนปฏิบัติการ และมีนักวิชาการวิพากษ์วิจารณ์ถึงการยกระดับใช้กฎอัยการศึกในพื้นที่นราธิวาส

โดย ร้อยเอกหญิง ดร.ภัทร์ดารัสมิ์ ระบุว่า การใช้อำนาจพิเศษของรัฐย่อมถูกตรวจสอบได้ นักวิชาการมีสิทธิตั้งคำถาม ประชาชนมีสิทธิเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่เคารพสิทธิมนุษยชน แต่การวิจารณ์ต้องอยู่บน ข้อเท็จจริงของคำสั่งที่ครบถ้วน ไม่ใช่เลือกเฉพาะถ้อยคำที่สร้างความหวาดกลัว แล้วทำให้ประชาชนเข้าใจว่ารัฐกำลังเปิดทางให้เจ้าหน้าที่ใช้อาวุธกับใครก็ได้

- ข้อเท็จจริงข้อที่ 1 คำสั่งไม่ได้อนุญาตให้ “ยิงใครก็ได้ทันที”

ถ้อยคำที่แท้จริงกำหนดว่า เจ้าหน้าที่สามารถใช้อาวุธเมื่อพบ ผู้ก่อเหตุความรุนแรงที่มีพฤติการณ์จะก่อภยันตรายต่อกำลังพล และต้องปฏิบัติภายใต้หลัก ความจำเป็นและความได้สัดส่วน

ดังนั้น เงื่อนไขไม่ใช่เพียงแค่ “น่าสงสัย” ไม่ใช่เพราะประชาชนไม่ให้ความร่วมมือ และไม่ใช่อำนาจในการยิงผู้ไม่มีอาวุธตามอำเภอใจ

การตัดคำว่า “มีพฤติการณ์จะก่อภยันตราย” และ “ความจำเป็นและความได้สัดส่วน” ออกไป แล้วเหลือเพียงคำว่า “ใช้อาวุธได้ทันที” จึงเป็นการนำเสนอข้อมูลเพียงครึ่งเดียว และเปลี่ยนความหมายของคำสั่งอย่างมีนัยสำคัญ

- ข้อเท็จจริงข้อที่ 2 ไม่ได้มีคำสั่งให้ค้นบ้านประชาชนทุกหลังทั่วจังหวัด

คำสั่งให้อำนาจตั้งจุดตรวจ ตรวจยานพาหนะต้องสงสัย และตรวจค้นเคหสถานที่ เชื่อได้ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อเหตุความไม่สงบ รวมถึงจับกุมหรือกักตัวบุคคลที่มีพฤติการณ์ต้องสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับเหตุรุนแรง

ขอบเขตการปฏิบัติครอบคลุมจังหวัดนราธิวาสจริง แต่ไม่ได้หมายความว่าเจ้าหน้าที่ได้รับคำสั่งให้บุกค้นบ้านทุกหลัง หรือถือว่าประชาชนทุกคนเป็นผู้ต้องสงสัย

ในคำสั่งที่เผยแพร่ครั้งนี้ก็ไม่ปรากฏข้อกำหนดห้ามประชาชนออกจากบ้าน หรือสั่งปิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั้งจังหวัด การเรียกว่าเป็น “คุกกลางแจ้ง” จึงเป็นการใช้ถ้อยคำทางการเมืองที่รุนแรงเกินกว่าสาระของคำสั่ง

- ข้อเท็จจริงข้อที่ 3 การคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ไม่ได้หมายถึงการปล่อยผู้ใช้อาวุธหลบหนี

บทเรียนจากจังหวัดชายแดนภาคใต้ย้ำเตือนรัฐเสมอว่า การใช้อำนาจต้องระมัดระวัง ไม่เลือกปฏิบัติ ไม่เหมารวมประชาชน และต้องไม่สร้างเงื่อนไขความขัดแย้งขึ้นมาใหม่

ข้อกังวลเรื่องการตรวจค้น การควบคุมตัว และกลไกตรวจสอบ จึงเป็นเรื่องที่รัฐต้องรับฟังอย่างจริงจัง เพราะกฎอัยการศึกให้อำนาจเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารกว้างกว่ากฎหมายในสถานการณ์ปกติ

แต่ข้อกังวลดังกล่าวไม่ควรถูกนำไปสรุปว่า รัฐต้องหยุดตั้งด่าน หยุดตรวจค้นพื้นที่เป้าหมาย หรือหยุดติดตามผู้ก่อเหตุที่เพิ่งใช้อาวุธและระเบิดสังหารคน เพราะหากรัฐไม่ดำเนินการใด ๆ แล้วผู้ก่อเหตุกลับไปทำร้ายประชาชนอีก ผู้ที่ต้องรับกรรมก็ยังคงเป็นชาวบ้านผู้บริสุทธิ์เช่นเดิม

ตรวจสอบทหารได้ วิจารณ์รัฐบาลได้ แต่ไม่ควรบิดคำสั่งจนสร้างความหวาดกลัวและความไม่ไว้วางใจระหว่างประชาชนกับเจ้าหน้าที่ ไม่เข้าใจผู้ที่อ้างตนว่าเป็นนักวิชาการแต่ไร้ซึ่งหลักการ และมีเจตนาเพียงแค่การปลุกปั่น