ไม่พบผลการค้นหา
“โรงงานยาสูบ” โอดภาษีใหม่กระทบยอดขาย ขณะที่สหภาพเตรียมฟ้องศาล ทำให้ กระทรวงคลังเร่งหาแนวทางพิจารณาปลดล็อกกฎกระทรวงภาษีบุหรี่

นายวิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ รมช.การคลัง กล่าวว่า  กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการพิจารณาข้อเสนอของโรงงานยาสูบที่จะให้แก้กฎกระทรวงกำหนดอัตราภาษีสรรพสามิตบุหรี่ ตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สรรพสามิต 2560 ว่าสามารถทำได้หรือไม่ หลังจากที่โรงงานยาสูบได้รับผลกระทบทำให้ยอดจำหน่ายบุหรี่ลดลงมาก จากการบังคับใช้กฎหมายฉบับใหม่

 ก่อนหน้านี้ นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.การคลัง ได้สั่งการให้กรมสรรพสามิตหามาตรการช่วยเหลือโรงงานยาสูบที่ได้รับผลกระทบจากอัตราภาษีบุหรี่ใหม่ ซึ่งเบื้องต้นมี 2 แนวทาง ได้แก่ การปรับโครงสร้างภาษีใหม่ สำหรับแนวทางที่สอง เป็นการช่วยเหลือโดยการชดเชยรายได้ของโรงงานยาสูบที่หายไปจากการขายบุหรี่ที่ทำได้ลดลง ซึ่งจะเป็นการดำเนินการของสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.)

 ด้านสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจยาสูบประกาศเชิญพนักงานและผู้บริหารโรงงานยาสูบทุกระดับชั้น ร่วมลงรายชื่อเพื่อให้สหภาพแรงงานฯ ยาสูบ ยื่นเรื่องเพื่อฟ้องศาลปกครอง หลังประเมินว่าการประกาศใช้ พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิตปี 2560 เมื่อ 16 ก.ย.2560 ส่งผลกระทบให้โรงงานยาสูบมียอดการจำหน่ายบุหรี่ลดลงถึง 41% ทำให้คาดว่าในปี 2561 โรงงานยาสูบจะประสบภาวะขาดทุนมากถึง 1.57 พันล้านบาท จากภาระภาษีและเงินบำรุงต่างๆ ที่รวมเป็นเงินไม่น้อยกว่า 4.33 หมื่นล้านบาท ทั้งนี้ ได้เริ่มรับลงรายชื่อตั้งแต่ 20-24 พ.ย.2560 นี้

นอกจากนี้ หากผลดำเนินงานของโรงงานยาสูบประสบภาวะขาดทุนจริง ทางสหภาพแรงงานฯ ยาสูบขอแสดงจุดยืนเรื่องการหยุดย้ายโรงงานยาสูบและหยุดดำเนินการส่งมอบพื้นที่สวนเบญจกิตติไปจนกว่าโรงงานยาสูบจะมีภาวะปกติทางการเงิน และได้รับการเยียวยาจากรัฐบาล

 สำหรับ พ.ร.บ.สรรพสามิตใหม่ให้เก็บภาษีจากฐานราคาขายปลีก จากเดิมเก็บจากราคาหน้าโรงงาน หรือราคาสำแดงนำเข้า ส่วนประกาศกระทรวงการคลังกำหนดอัตราการเก็บภาษีบุหรี่ โดยกำหนดให้เก็บภาษีตามปริมาณบุหรี่มวนละ 1.20 บาท และเก็บภาษีตามราคาในส่วนราคาที่ไม่เกิน 60 บาทต่อซอง ให้เก็บภาษีอีก 20% แต่หากเกินซองละ 60 บาท ให้เก็บภาษี 40%

อย่างไรก็ตามการแก้ประกาศกระทรวงการคลัง ต้องไม่ให้เข้าข่ายการช่วยโรงงานยาสูบเป็นการเฉพาะรายเดียว เพราะจะกลายเป็นปัญหาเรื่องการกีดกันทางการค้า และการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมได้

นอกจากนี้ การแก้ไขกฎหมายกระทรวงต้องให้แน่ใจว่าแก้ปัญหาได้จริง เพราะหากแก้กฎหมายแล้วยังไม่สามารถแก้ปัญหาบุหรี่ต่างประเทศทำราคาต่ำมาแย่งส่วนแบ่งการตลาดของโรงงานยาสูบได้อีก จะทำให้การแก้ไขกฎหมายส่งผลกระทบทำให้โครงสร้างการเก็บภาษีบุหรี่มีปัญหาเพิ่มขึ้น