ไม่พบผลการค้นหา
"เสรีพิศุทธ์" ชี้ จากคำวินิจฉัยศาลรธน. ร.อ.ธรรมนัส ถูกศาลออสเตรเลียสั่งจำคุกจริง เตรียมยื่น ป.ป.ช. เอาผิด พร้อมแจ้งม.157นายกฯ ด้วย เตรียมขอมติกมธ.ป.ป.ช. แจ้งความ ปมส่งออกเฮโรอีน 3.2 กก. ระบุยังไม่หมดอายุความ

ที่ทำการพรรคเสรีรวมไทย หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนกรณีศาลรัฐธรรมนูญได้อ่านคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 5 พ.ค. 64 ว่า แม้ ร.อ.ธรรมนัส จะต้องคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลประเทศออสเตรเลียให้ลงโทษจำคุก 4 ปีก็ตาม แต่เป็นคำพิพากษาของศาลต่างประเทศมิใช่คำพิพากษาของศาลไทย

จึงมีคุณสมบัติไม่ต้องห้ามในการดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญมาตรา 98(10) และมาตรา160(6) มีผลให้ร.อ.ธรรมนัส ยังคงเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและรัฐมนตรีต่อไปได้นั้น 

จากคำวินิจฉัยจะเห็นได้ว่า ร.อ.ธรรมนัสได้ถูกศาลออสเตรเลียจำคุก4ปี ก่อนจะถูกเนรเทศกลับประเทศไทย และถูกกองทัพบกไล่ออกจากราชการ 2 ครั้งและยังถูกถอดยศอีกด้วย โดยต่อมาได้รับการล้างมลทิน ตามพระราชบัญญัติล้างมลทิน พ.ศ.2534 และพ.ศ. 2536 ทำให้ได้กลับเข้ารับราชการอีกครั้ง ในปี 2541 ซึ่งระหว่างนั้นก็เคยถูกดำเนินคดีในข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา แต่ศาลพิพากษายกฟ้อง รวมถึงเคยตกเป็นข่าวใช้กำลังประทุษร้ายพ่อค้าแม่ค้าในตลาดคลองเตยอีกด้วย แต่ร.อ.ธรรมนัสได้ปฏิเสธข่าวดังกล่าวทั้งหมด

ต่อมาในปี 2562 ร.อ.ธรรมนัส ได้สมัครส.ส. สังกัดพรรคพลังประชารัฐ โดยได้แจ้งต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน ก่อนที่จะได้รับการเลือกตั้งเป็นส.ส. และเป็นรัฐมนตรีในเวลาต่อมา ซึ่งระหว่างดำรงตำแหน่งก็ได้กล่าวเท็จต่อสื่อมวลชน สมาชิกฯ และประชาชนทั้งในและนอกสภาฯ หลายครั้ง เช่น การระบุว่าไม่เคยรับสารภาพต่อตำรวจและศาลออสเตรเลีย ไม่เคยต้องคำพิพากษาศาลออสเตรเลียให้จำคุก ไม่เคยรับสารภาพว่าเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับคดีนำเข้ายาเสพติดให้โทษ (เฮโรอีน 3.2 กก.)

แต่เป็นการเจรจากับอัยการและศาลออสเตรเลียเท่านั้น นอกจากนั้นในการอภิปรายไม่ไว้วางใจในสภา ก็ได้ชี้แจงว่า สิ่งที่เจ้าหน้าที่ตำรวจปราบปรามยาเสพติดออสเตรเลียอ้างว่าเป็นเฮโรอีน 3.2.กก. นั้น คือแป้ง และร.อ.ธรรมนัสยังได้ชี้แจงต่อกมธ.ป.ป.ช.ว่าที่ถูกโทษจำคุก4ปี เป็นโทษในข้อหาปกปิดการกระทำความผิดที่มีข้อหาร้ายแรง ไม่ใช่การนำเข้าเฮโรอีนตามที่ถูกกล่าวหา 


เข้าข่ายผิด รธน.

ดังนั้นตนมองว่าพฤติกรรมการณ์และการกระทำของร.อ.ธรรมนัส ถือว่าจงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ หรือฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามรัฐธรรมนูญ2560 มาตรา234(1) จึงจำเป็นต้องส่งเรื่องให้เลขาธิการป.ป.ช.ทำการไต่สวน และมีความเห็นให้ส่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเพื่อพิจารณาวินิจฉัยต่อไป 

เช่นเดียวกัน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะผู้บังคับบัญชาของร.อ.ธรรมรัส ซึ่งมีหน้าที่จะต้องตรวจสอบคุณสมบัติของร.อ.ธรรมนัส ก่อนนั้น แต่พล.อ.ประยุทธ์ กลับละเลยไม่ทำการตรวจสอบ ได้เสนอชื่อร.อ.ธรรมนัส เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ นอกจากนี้ ระหว่างที่ ร.อ.ธรรมนัส ดำรงตำแหน่งนั้น

พล.อ.ประยุทธ์ จึงมีพฤติกรรมสนับสนุนจนทุกวันนี้ โดยไม่ทำการเสนอโปรดเกล้าฯ ให้พ้นจากตำแหน่งด้วย การกระทำของพล.อ.ประยุทธ์ จึงเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือทุจริต ทำให้รัฐและประชาชนได้รับความเสียหาย ถือเป็นความผิดตามม. 157 และขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 234(1) ตนจึงต้องส่งเรื่องให้เลขาธิการป.ป.ช.ทำการไต่สวนและส่งให้อัยการสูงสุดดำเนินคดีต่อไป 

ส่วนกรณีคดีความเกี่ยวกับการส่งออกยาเสพติดให้โทษ(เฮโรอีน 3.2ก.ก) ของร.อ.ธรรมนัสนั้น เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงของคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ จึงยังถือได้ว่าเป็นผู้ส่งออกยาเสพติดจากประเทศไทยไปจำหน่ายยังประเทศออสเตรเลีย ซึ่งตามพ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 65 วรรคสองมีอายุความถึง 30 ปี การกระทำของร.อ.ธรรมนัสถือว่ายังอยู่ในอายุความ ตนในฐานะประธานกมธ.ป.ป.ช.จึงจะนำเรื่องนี้เข้าพิจารณาใน กมธ.เพื่อขอมติให้ดำเนินคดีร.อ.ธรรมนัส ในข้อหาส่งออกยาเสพติดให้โทษ(เฮโรอีน3.2.ก.ก.) ไปจำหน่ายยังประเทศออสเตรเลียต่อไปด้วยอีกส่วนหนึ่ง 

พล.ต.อ.เสรีพิสุทธ์ กล่าวต่อว่า เรื่องของการเเจ้ง ป.ป.ช. นั้นยังอยู่ในการรวบรวมพยานหลักฐานการกระทำความผิดของร.อ.ธรรมนัส ก่อนดำรงตำแหน่งส.ส. และรัฐมนตรี โดยจะรอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยฉบับเต็มก่อน จึงจะยื่นเอกสารเอาผิดต่อไป 

ส่วนที่พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ บอกว่าเป็นเรื่องของศาล ไม่เกี่ยวกับพรคนั้น ตนคิดว่าไม่ถูกต้อง แม้ไม่เกี่ยวกับพรรค พรรคก็จะต้องมีจริยธรรม เมื่อลูกน้องของตน หรือสมาชิกพรรคมีพฤติกรรมค้ายาเสพติดอย่างชัดเเจ้ง ตามที่ศาลวินิจฉัยนั้นพรรคจะนิ่งเฉยอยู่ได้อย่างไร ทำไมไม่ตัังคณะกรรมการสอบสวน แต่กลับส่งเสริมกันอยู่ให้กลับมาตำแหน่งต่างๆ ตนมองว่าเป็นสิ่งที่ผิดกันทั้งนั้น 

ส่วนความคืบหน้าสอบหน้านายก การลงพื้นที่ จะขอมติกมธ. นั้นครั้งนี้ไม่เหมือนทุกครั้ง เพราะเป็นสถานที่ราชการ จึงต้องขออนุญาตผู้ครอบครองก่อน โดยยังไม่ทราบว่า เป็นความรับผิดชอบของกองทัพบก หรือสำนักพระราชวัง ถ้าได้รับอนุญาตก็จะขอหมายศาลไปตรวจสอบต่อไป