ไม่พบผลการค้นหา
'พายุ เนื่องจำนงค์' ระบุ นักกีฬาซีเกมส์กัมพูชาถอนตัวซีเกมส์ 2025 สะท้อนถึงวุฒิภาวะกัมพูชา เพราะไม่ว่าจะมีสถานการณ์ความขัดแย้งใดๆ บนโลก นักกีฬาต้องได้รับสิทธิ์ในการแข่งขันและความคุ้มครองไม่ว่าจะมาจากชาติไหนก็ตาม

พายุ เนื่องจำนงค์ รองโฆษกพรรคเพื่อไทย ระบุผ่านสื่อโซเชียลมีเดียวันนี้ (10 ธันวาคม 2568) ว่า พอได้ฟังข่าวนี้ก็อดเห็นใจและเสียดายโอกาสแทนนักกีฬากัมพูชา ที่จำเป็นต้องถอนตัวจากซีเกมส์ในครั้งนี้เนื่องด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย.. ทั้งที่ก็เพิ่งเปิดตัวเดินพาเหรดร่วมกับชาติอื่นๆในพิธีเปิดไปเมื่อวานนี้ ซึ่งได้มีการอ้างอิงว่าเป็น “คำเตือน” จากผู้ใหญ่ในประเทศกัมพูชาให้พิจารณาถอนตัวจากการแข่งขันเพราะสถานการณ์ชายแดน ไทย-กัมพูชา ที่ตอนนี้มีความตึงเครียดอยู่ก็ตาม.. แต่ก็ไม่ได้แสดงว่าจะก่อปัญหาใดๆให้กับนักกีฬากัมพูชา

เพราะแม้การจัดงานในครั้งนี้จะมีความบกพร่องในการจัดงานอยู่พอสมควร แต่ประเด็นเรื่องความปลอดภัยของนักกีฬาไม่เคยเป็นปัญหาเลย และทางรัฐบาลก็ได้เน้นและให้ความสำคัญกับการดูแลนักกีฬาเหล่านี้เป็นพิเศษทั้งที่ไม่มีวี่แววว่าจะประสบปัญหาในการมาแข่งที่ไทย ดังนั้นควรให้ความเป็นธรรมกับผู้จัดของไทยในด้านนี้ด้วย..

การที่กัมพูชาแสดง “ความกังวล” ว่าปัญหาความขัดแย้งอาจลุกลามและกระทบต่อความปลอดภัยของนักกีฬา อันนี้มีสิทธิ์ที่จะคิดได้ครับหากมีตัวอย่างให้กังวล.. แต่ในเวลาเดียวกันก็หวังว่า “ผู้ใหญ่” ในกัมพูชาไม่ได้กดดันนักกีฬาของเขาให้ถอนตัว เพียงเพราะประเด็น/เหตุผลทางการเมือง.. ทำให้นักกีฬาเหล่านี้ถูกพรากโอกาสที่จะได้เป็นตัวแทนประเทศของตนบนเวทีโลก.. แบบนั้นไม่ถูกต้องครับ

การเมืองกับกีฬาอยู่ควบคู่กันมานานในประวัติศาสตร์โลก.. มันหนีกันไม่พ้นเพราะกีฬาเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่สามารถรวบรวมมวลชนได้เป็นจำนวนมาก.. เสมือน “กล่องดวงใจ” ของคนกลุ่มนั้นๆที่สนับสนุนทีม, นักกีฬา, หรือชาตินั้นๆที่ร่วมการแข่งขันไม่ว่าจะเป็นกีฬาอะไรก็ตาม.. กีฬาจึงแยกออกจากการเมืองไม่ได้ แต่อย่างน้อยที่สุดก็ควรถูกใช้ในทางบวก.. เช่น เพื่อเป็นกาวใจสู่สันติภาพระหว่างชาติ

แต่นักกีฬาควรได้รับสิทธิ์ในการร่วมแข่งขัน ไม่ว่าสถานการณ์การเมืองจะเป็นเช่นไรก็ตาม.. กีฬาควรสร้างความสามัคคีอย่างน้อยในช่วงเวลาสั้นๆบนเวทีการแข่งขัน ไม่ใช่ถูกใช้มาเป็นหมากทางการเมืองของ “ผู้มีอิทธิพล” ในกัมพูชา โดยการเอาเรื่องความปลอดภัยมาอ้าง.. อย่าเอามาตรฐานของตัวเองที่ไม่สามารถแยกแยะสองเรื่องออกจากกัน แล้วมากล่าวหาประเทศไทยว่าจะมีพฤติกรรมเช่นเดียวกันกับกัมพูชาหากสถานการณ์นั้นสลับกัน..

ที่นี่ไม่ใช่เมืองมิวนิคเมื่อปี 1972 ครับ ที่เกิดการสังหารหมู่นักกีฬาอิสราเอลในที่พักของพวกเขาช่วงการแข่งขันโอลิมปิก นอกจากนั่นมันเป็นฝีมือของผู้ก่อการร้ายกลุ่ม “กันยายนทมิฬ” ไม่ใช่ฝีมือของคนในประเทศหรือโดยภาครัฐแต่อย่างใด เหตุการณ์ในวันนั้นเป็นอุทาหรณ์ทำให้เกิดความเข้มงวดในมาตรการการดูแลนักกีฬาทั่วโลกซึ่งหลังจากนั้นก็ไม่มีเหตุเช่นนั้นเกิดขึ้นอีก..

เพราะไม่ว่าจะมีสถานการณ์ความขัดแย้งใดๆบนโลก ก็เป็นที่เข้าใจตรงกันว่านักกีฬาต้องได้รับสิทธิ์ในการแข่งขันและความคุ้มครองไม่ว่าพวกเขาจะมาจากชาติไหนก็ตาม.. ดังนั้นแทนที่กีฬาซีเกมส์ที่ไทยในครั้งนี้จะเป็นการแสดงให้เห็นถึงวุฒิภาวะของอีกฝั่งที่มีปัญหากับไทย.. กลับกลายเป็นอีกหนึ่งเรื่องจากความขัดแย้งที่พวกเขาได้ก่อและสร้างความเสียหายลามมาถึงนักกีฬากัมพูชาให้ต้องมารับเคราะห์ไปด้วย