'นพดล' ย้ำขายหุ้นชินคอร์ปไม่เกิดภาระภาษี ขู่สรรพากรระวังโดนฟ้อง157 ปฏิบัติมิชอบ แจง 'โอ๊ค-เอม' ถือหุ้นแทน แต่ไม่ใช่ตัวแทน ชี้ 2 คำนี้ภาษาอังกฤษยังเขียนต่างกัน
เมื่อเวลา10.00น. วันที่ 22 มี.ค.ที่โรงแรมเอสซีปาร์ค นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมายดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี แถลงกรณีรัฐบาลพยายามเรียกเก็บภาษีจาการขายหุ้นชินคอร์ปเมื่อปี2549 จำนวน 329.2ล้านหุ้นว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใครมีเจตนาไม่ชำระภาษี แต่การขายหุ้นดังกล่าวนั้นไม่มีภาระภาษีตามกฎหมาย เนื่องจาก เคยมีคำพิพากษาศาลฎีกา ในปี2553 ว่า หุ้นในชินคอร์ปที่รวมขายให้กลุ่มเทมาเส็กนั้น ดร.ทักษิณและภรรยา ยังคงไว้ซึ่งหุ้นชินคอร์ปดังกล่าว นอกจากนั้น ศาลภาษีอากรกลางก็เคยมีคำพิพากษาว่าหุ้นที่นายพานทองแท้และน.ส.พิณทองทา ซื้อมาจากแอมเพิลริชเป็นหุ้นของดร.ทักษิณและภรรยา นายพานทองแท้และน.ส.พินทองทาถือหุ้นไว้แทน และไม่ใช่เจ้าของแท้จริงของหุ้น ที่มีข่าวว่าเจ้าหน้าที่จะประเมินภาษีในส่วนการโอนหุ้นโดยแอมเพิลริช 329.2 ล้านหุ้นไปให้นายพานทองแท้ นส.พินทองทา นั้นเมื่อหุ้นดังกล่าวยังคงเป็นหุ้นของดร.ทักษิณและภรรยา ไม่ใช่หุ้นของแอมเพิลริช เจ้าหน้าที่จะสรุปว่ามีการซื้อขายหุ้นดังกล่าวระหว่างแอมเพิลริช และนายพานทองแท้ น.ส.พินทองทาได้อย่างไร ธุรกรรมซื้อขายดังกล่าวจึงถือเสมือนว่าไม่ได้เกิดขึ้น จึงไม่มีเงินได้และภาระภาษี เพราะหุ้นเป็นกรรมสิทธิ์ของดร.ทักษิณและภรรยามาแต่ต้น จะไปซื้อหุ้นซึ่งเป็นของตนเองอยู่แล้วหรือขายหุ้นของตนเองให้ตนเองได้อย่างไร
นอกจากนั้น การขายหุ้นชินคอร์ปให้กลุ่มเทมาเส็กกระทำผ่านตลาดหลักทรัพย์จึงไม่มีภาระภาษี ทั้งนี้เป็นไปตามกฎกระทรวงฉบับที่126 ข้อ2(23) ซึ่งกฎหมายนี้ใช้บังคับกับทุกคน ไม่มีข้อยกเว้น ส่วนเงินได้จากการขายหุ้นชินคอร์ปและเงินปันผลจากหุ้นประมาณ 4.6 หมื่นล้านบาท ถูกยึดตกเป็นของแผ่นดินไปแล้ว 3.การขายหุ้นชินคอร์ปเกิดขึ้นมาสิบปีประเด็นภาษีเกี่ยวกับเรื่องนี้น่าจะได้ข้อยุติไปนานแล้ว กรณีที่รองนายกฯระบุอาจดำเนินการไม่ได้ แต่เป็นอภินิหารทางกฎหมาย เพราะเจอช่องทางที่สมควรจะเสี่ยงดู หลายคนตั้งคำถามว่าจะเสี่ยงไปทำไม ในเมื่อกรมสรรพากรให้ความเห็นชัดเจนไปแล้ว ในยามที่เราต้องการสร้างความปรองดอง หลักนิติธรรมจะนำเราไปสู่ความปรองดองแน่นอน ไม่ต้องเสี่ยง
ทั้งนี้ดร.ทักษิณเคยพูดว่าท่านเป็นหนูตัวเล็กๆ อายุก็68ปีแล้ว อยู่ต่างประเทศเงียบๆ แต่ก็ยังรักและปรารถนาดีต่อประเทศเสมอมา ท่านก็หวังว่าจะได้รับความเป็นธรรมในเรื่องนี้ ขอเรียกร้องให้รัฐบาลและเจ้าหน้าที่กรมสรรพากร พิจารณาเรื่องนี้ให้รอบคอบและบังคับใช้กฎหมายตามหลักนิติธรรม เท่าเทียม เสมอภาค เชื่อว่ากรมสรรพากรจะพิจารณาเรื่องนี้โดยสุจริต ถ้าปฏิบัติหน้าที่โดยชอบ ก็จะได้รับความคุ้มครองและไม่ถูกฟ้องตามมาตรา 157 เมื่อถามว่าถ้ากรมสรรพากรมีการออกใบกำกับภาษีให้ดร.ทักษิณจะมีการฟ้องกลับหรือไม่ นายนพดล กล่าวว่า ถ้ามีการประเมินแล้วเรื่องต้องไปสู่กระบวนการยุติธรรม ตนคิดว่าจะมีการแต่งตังทนายความ หรือที่ปรึกษาทางกฎหมายเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ต่อไป ส่วนจะฟ้องร้องใครเป็นเรื่องที่ทีมทนายความต้องไปพิจารณาก่อน แต่โดยหลักเราต้องรักษาสิทธิที่พึงมีของนายทักษิณ
เมื่อถามว่า สตง.แย้งว่าสามารถเรียกเก็บภาษีได้ ใช้ตามช่องทางมาตรา 61 ของประมวลรัษฎากร นายนพดล กล่าวว่า มองว่าเรื่องนี้จบไปแล้ว การจะประเมินภาษีดร.ทักษิณต้องใช้มาตรา 19 ของประมวลรัษฎากร ซึ่งเจ้าหน้าที่ประเมินจะต้องออกหมายเรียกตรวจสอบภาษีภายใน 5 ปี ขาดอายุความไปแล้ว แม้กระทั่งกรมสรรพากรที่เชี่ยวชาญในเรื่องภาษีระบุว่าทำไม่ได้
อย่างไรก็ตามที่รัฐระบุว่าส่งหมายให้นายพานทองแท้ และน.ส.พินทองทาถือเสมือนว่า ส่งให้ตัวการถือหุ้นแทนนายทักษิณแล้วนั้น ทั้งสองไม่ใช่ตัวแทนดร.ทักษิณซึ่งภาษาอังกฤษของการถือหุ้นแทนใช้คำว่า นอมินี แต่คำว่าตัวแทนคือคำว่า เอเจนต์ เมื่อถามว่า โดยหลักกฎหมายจะอ้างได้หรือไม่ว่าแจ้งไปที่ผู้ถือหุ้นแทนแล้ว นายนพดล กล่าวว่า ตนมองว่าอ้างไม่ได้ แต่รัฐบาลคงมองว่าอ้างได้ ซึ่งนี่ก็คืออภินิหารทางกฎหมาย