ศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง และโฆษกพรรคเพื่อไทย ชี้แจงกรณี ผู้ใช้แฟนเพจเฟซบุ๊กชื่อ มานิกา ส.พันธุ์ โพสต์ภาพและข้อความ เมื่อ วันที่ 10 สิงหาคม 2569 ซึ่งเป็นข้อความอันเป็นเท็จ ที่ระบุหัวข้อโพสต์ว่า จากม้าอารีให้ “ผู้ลี้ภัยมาพักอาศัย” กลายเป็น “เจ้าของ” จากการซื้อที่ดินและยึดครองโดยยืมมือUNเข้ามาเป็นผู้แบ่งแยกดินแดนให้ยิว แล้วขับไล่เจ้าของเดิมออกไป
โดยศึกษิษฏ์ ได้ชี้แจงว่า เรื่องนี้เป็นข่าวปลอมที่จงใจกล่าวหากันร้ายแรงมาก ผมขอย้ำอีกครั้งครับว่า สมัยนายกแพทองธาร ได้ให้สัญชาติกลุ่มชาติพันธุ์ ยุติสภาวะไร้รัฐของพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ที่อยู่ร่วมแผ่นดินไทยของเรามายาวนาน โดยต้องผ่านเกณฑ์การตรวจสอบอย่างเข้มงวด คือ
1. เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่อยู่ในประเทศไทยมาแต่อดีตและราชการทำทะเบียนไว้แล้ว อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ยุคก่อนๆ
และ
2. ลูกของบุคคลกลุ่มที่ 1 ซึ่งเกิดในไทย ใช้ภาษาไทย เป็นคนไทยบนพื้นที่ชายขอบ บนภูเขา ทุกภูมิภาค ไม่ใช่คนต่างด้าวชาติอื่นภาษาอื่น
นโยบายดังกล่าวได้รับการยกย่องจาก UNHCR ชื่นชมความสำเร็จของการช่วยเหลือ คุ้มครอง หาทางออก แก้ปัญหามนุษยธรรม และถือว่าไทยเป็นผู้นำการแก้ปัญหาไร้รัฐไร้สัญชาติ ป้องกันการเอารัดเอาเปรียบโดยเจ้าหน้าที่ทุจริต และทำให้ติดตาม ตรวจสอบได้ง่ายขึ้น ว่าใครยื่นคำร้อง ใครเป็นผู้รับรอง หากมีความผิดพลาดก็สามารถสอบสวนย้อนกลับได้
อยากจะให้ทุกท่าน ช่วยกันตระหนักรู้ แยกแยะความสำคัญระหว่างนโยบายการยุติภาวะไร้รัฐไร้สัญชาติของพี่น้องชาติพันธุ์ที่เป็นคนไทยบนแผ่นดินไทยเรา กับการเข้มงวดกวดขันเอาผิดกับการทุจริตปลอมสัญชาติของอาชญากรต่างชาติ ไม่นำเอาข่าวเท็จ เรื่องโกหก มาโจมตีทางการเมืองโดยไม่ตรวจสอบก่อน สร้างความแตกแยกและยังอาจเป็นการดูถูกกล่าวหาพี่น้องชาติพันธุ์ด้วยครับ
ย้อนดูหลักเกณฑ์ 'การให้สัญชาติ-สถานะ' บุคคลอพยพ ตามที่ ครม. เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2567
นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้ 'เห็นชอบ' กรอบตามที่สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เสนออนุมัติหลักเกณฑ์เพื่อเร่งรัดการแก้ไขปัญหาสัญชาติ และสถานะให้แก่บุคคลที่อพยพเข้ามาในอยู่ในราชอาณาจักรเป็นเวลานาน และกลุ่มบุตรที่เกิดขึ้นในราชอาณาจักร ซึ่งรวมแล้วมีราว 4.8 แสนคน โดยหลักเกณฑ์ดังกล่าว จะใช้ทดแทนหลักเกณฑ์ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2564 และมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2559 เพื่อให้ได้รับสถานะคนต่างด้าวเข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมาย (ใบสำคัญถิ่นที่อยู่ถาวร) หรือสัญชาติไทยอย่างรวดเร็ว โดยสาระสำคัญในประเด็นนี้ คือ การปรับหลักเกณฑ์ และการลดขั้นตอนการทางราชการ เช่น ผู้ยื่นสามารถรับรองตนเอง การลดขั้นตอนหรือยกเลิก ซึ่งได้รับการพิจารณาผ่านคณะกรรมการ/คณะอนุกรรมการต่างๆ และการมอบอำนาจผู้ให้อนุญาตสัญชาติไทยและหนังสือรับรองใบถิ่นที่อยู่แยกกันระหว่างพื้นที่ กทม. และนอกเขต กทม. โดยกลุ่มชาติพันธุ์ที่อพยพมาอยู่ไทยเป็นเวลานาน และกลุ่มบุตรของผู้อพยพมาอยู่ไทยเป็นเวลานาน นั้น กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ได้สำรวจจัดทำทะเบียนประวัติแล้วตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548 - 2554
โดยข้อมูลจากการสำรวจตั้งแต่ปี 2548 จนถึงปี 2554 พบว่ามีกลุ่มคนไร้สัญชาติคงเหลืออยู่ทั้งสิ้น ประมาณ 4.8 แสนราย ประกอบด้วย ชนกลุ่มน้อยและกลุ่มชาติพันธุ์ที่อพยพเข้ามาอยู่ในประเทศไทยเป็นเวลานาน จำนวน 19 กลุ่ม อาทิ (บุคคลบนพื้นที่สูงและชุมชนบนพื้นที่สูง ผู้ที่ตกหล่นจากการสำรวจประชากร) ซึ่งมีประมาณ 215,000 คน กลุ่มบุตรที่เกิดในราชอาณาจักรของชนกลุ่มน้อย 29,000 คน และกลุ่มบุตรที่เกิดในราชอาณาจักรของบุคคลที่ไม่มีสถานะตามทะเบียนประมาณ 113,000 คน
กลุ่มเป้าหมาย ตามหลักเกณฑ์ 'การให้สัญชาติ-สถานะ' บุคคลอพยพ ตามที่ ครม. เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2567
บุตรของชนกลุ่มน้อยหรือกลุ่มชาติพันธุ์ที่เกิดในราชอาณาจักร กลุ่มเป้าหมาย
บุตรของบุคคลที่อพยพเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักร เป็นเวลานาน ที่เกิดในราชอาณาจักร แต่ไม่ได้ สัญชาติไทย (เฉพาะชนกลุ่มน้อยและกลุ่มชาติพันธุ์ 19 กลุ่ม ไม่รวมชาวต่างด้าวอื่น ๆ )
(ปรับ ให้เป็นบุตรของบุคคลที่ได้รับการสำรวจจัดทำทะเบียนประวัติไว้ในอดีตจนถึงปี พ.ศ. 2542 และที่สำรวจเพิ่มเติมภายใต้ยุทธศาสตร์การจัดการปัญหาสถานะและสิทธิของบุคคล ระหว่างปี พ.ศ. 2548 - พ.ศ. 2554 เพื่อให้ครอบคลุมการแก้ไขทุกกลุ่มและสอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงในปัจจุบันตามคุณสมบัติด้านล่าง)
คุณสมบัติ ตามหลักเกณฑ์ 'การให้สัญชาติ-สถานะ' บุคคลอพยพ ตามที่ ครม. เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2567
1. บิดาหรือมารดาเป็นชนกลุ่มน้อยหรือกลุ่มชาติพันธุ์ จะต้องได้รับการจัดทำทะเบียนประวัติ มีเลขประจำตัว 13 หลัก ตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎรและต้องเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรไทยเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 15 ปี นับถึงวันที่บุตรยื่นคำร้องขอมีสัญชาติไทย
2. ต้องมีหลักฐานการเกิดในราชอาณาจักรไทยและทะเบียนบ้านหรือทะเบียนประวัติ
3. ต้องไม่ปรากฏหลักฐานการมีและใช้สัญชาติอื่น
4. ต้องพูดและเข้าใจภาษาไทย
5. มีความจงรักภักดีและเลื่อมใสระบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
6. มีความประพฤติ ไม่มีพฤติกรรมที่เป็นภัยต่อความมั่นคง ไม่เคยต้องรับโทษความผิดคดีอาญาเว้นแต่ความผิดโดยประมาทหรือลหุโทษ หรือถ้าเคยรับโทษคดีอาญา ต้องพ้นโทษมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปี นับถึงวันที่ยื่นคำร้องขอมีสัญชาติไทย คุณสมบัติ
1. บิดาหรือมารดาเป็นบุคคลที่ได้รับการสำรวจจะต้องได้รับการจัดทำทะเบียนประวัติ มีเลข จัดทำทะเบียนประวัติไว้ในอดีตจนถึงปี พ.ศ. 2542 และที่สำรวจเพิ่มเติมภายใต้ยุทธศาสตร์การจัดการปัญหาสถานะและสิทธิของบุคคลระหว่างปี พ.ศ. 2548 - พ.ศ. 2554
2. ต้องมีหลักฐานการเกิดในราชอาณาจักรไทยและมีชื่อในทะเบียนบ้านหรือทะเบียนประวัติ
3. ให้ผู้ยื่นคำขอยืนยันและรับรองคุณสมบัติของตนเอง เพื่อเร่งรัดคุ้มครองสิทธิของประชาชนให้เป็นไปด้วยความรวดเร็ว หากมีคุณสมบัติ ดังนี้
3.1) ต้องไม่ปรากฏหลักฐานการมีและใช้สัญชาติอื่น
3.2) ต้องพูดและเข้าใจภาษาไทยกลาง หรือภาษาถิ่นที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในพื้นที่จังหวัดที่เป็นภูมิลำเนา ของผู้ขอ ยกเว้นเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 7 ปี คนพิการที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน ทางการสื่อสาร จิตใจ และทางพฤติกรรม
3.3) มีความจงรักภักดีและเลื่อมใสการปกครอง ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
3.4) มีความประพฤติดี ไม่มีพฤติการณ์เป็นที่น่าเชื่อว่าเป็นบุคคลที่เป็นภัยต่อสังคม หรือจะก่อเหตุร้ายให้เกิดอันตรายต่อความสงบสุขหรือความปลอดภัยของประชาชนหรือความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร ไม่เคยได้รับโทษจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลให้จำคุกตั้งแต่ 5 ปี ขึ้นไป หากเคยได้รับโทษดังกล่าว ต้องพ้นโทษมาแล้ว ไม่น้อยกว่า 5 ปี นับถึงวันที่ยื่นคำร้อง เว้นแต่โทษในคดียาเสพติดฐานเป็นผู้ค้าหรือผู้ผลิตต้องพ้นโทษ มาแล้วไม่น้อยกว่า 10 ปี ยกเว้นสำหรับเด็กที่มีอายุ ไม่เกิน 18 ปี
จากหลักเกณฑ์ 'การให้สัญชาติ-สถานะ' ตามนโยบายยุติภาวะไร้รัฐไร้สัญชาติของกลุ่มชาติพันธุ์ ที่ ครม. อนุมัติ เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2567 จึงไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูลที่ แฟนเพจเฟซบุ๊ก มานิกา ส.พันธุ์ ระบุเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2569 ที่กล่าวอ้างถึง ในช่วงทศวรรษ 1920 และ 1930 ชาวยิวเริ่มอพยพจากยุโรปและประเทศอื่นๆ เข้าสู่ปาเลสไตน์ จนมาสู่การได้ที่ดินปาเลสไตน์ของยิว และโดยเฉพาะที่แฟนเพจ มานิกา ส.พันธุ์ ระบุว่า ตอนนี้ อิสราเอล ได้เริ่มเข้าครอบครองในประเทศไทยแล้วหลังไปก่อสงครามกับอิหร่าน ในเวลานี้ ชาวอิสราเอลได้บัตรประชาชนคนไทยจำนวนมาก (แต่จำนวนที่แท้จริงต้องถามมหาดไทย เห็นแจ้งว่าไม่สามารถบอกจำนวนที่แน่ชัด แอดงงมากในระบบจะมีหมด ทำไมไม่สามารถบอกได้)
ซึ่งการได้สัญชาติตามที่แฟนเพจ มานิกา ส.พันธุ์ ระบุ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับ มติ ครม. เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2567 อย่างที่แฟนเพจนำมากล่าวอ้างเพื่อให้ร้ายอย่างผิดๆ
อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ เปิดหลักเกณฑ์ 'การให้สัญชาติ-สถานะ' บุคคลอพยพ ตามที่ ครม. เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2567